Page 145 - วิทยาศาสตร์ ม.ต้น
P. 145
137
ขอบตาพายุ หรือ กาํ แพงตา (Eye Wall) เป็นพืนทีรอบ ๆ ตาพายุ เป็ นบริเวณทีประกอบดว้ ยลม
ทีพดั รุนแรงทีสุด
บริเวณแถบฝน (Rainbands) เป็นบริเวณทีประกอบดว้ ยเมฆพายุ และวงจรการเกิดไอนาํ โดยมี
การกลนั ตวั เป็นหยดนาํ เพือป้ อนใหแ้ ก่พายุ
ลกั ษณะการเกดิ "พายุงวงช้าง" หรือ "นาคเล่นนํา" มี 2 แบบ ได้แก่
1. เป็ นพายุทอร์นาโด ทีเกิดขึนเหนือผนื นาํ (ซึงอาจจะเป็ นทะเล ทะเลสาบ หรือแอ่งนาํ ใดๆ)
โดยพายุทอร์นาโดจะเกิดขึนระหว่างทีฝนฟ้ าคะนองอยา่ งหนัก เรียกว่า พายุฝนฟ้ าคะนองแบบซูเปอร์
เซลล์ (Supercell thunderstorm) และมีระบบอากาศหมุนวนทีเรียกวา่ เมโซไซโคลน (Mesocyclone)
จึงเรียกพายนุ าคเลน่ นาํ แบบนีวา่ นาคเลน่ นาํ ทีเกิดจากทอร์นาโด (Tornado waterspout)
2. เกิดจากการทีมวลอากาศเยน็ เคลือนผา่ นเหนือผวิ นาํ ทีอุน่ กว่า โดยบริเวณใกลๆ้ ผวิ นาํ
มีความชืนสูง และไม่ค่อยมีลมพดั (หรือถา้ มีก็พดั เบา ๆ) ผลก็คืออากาศทีอย่ตู ิดกบั ผนื นาํ ซึงอุ่นในบาง
บริเวณจะยกตวั ขึนอยา่ งรวดเร็วและรุนแรง ทาํ ให้อากาศโดยรอบไหลเขา้ มาแทนที จากนันจึงพุ่งเป็ น
เกลยี วขึนไป แบบนีเรียกวา่ "นาคเล่นนํา" (True waterspout) ซึงมกั เกิดในช่วงอากาศดีพอสมควร (fair-
weather waterspout) อาจเกิดไดบ้ ่อย และประเภทเดียวกบั กรณีทีเกิดขึนในประเทศไทย เนืองจาก
ในช่วงทีเกิดมกั จะมีพายฝุ นฟ้ าคะนองร่วมอยดู่ ว้ ย
ความแตกต่างของ 2 แบบนีก็คือ นาคเล่นนาํ ทีเกิดจากทอร์นาโดจะเริมจากอากาศหมุนวน
(ในบริเวณเมฆฝนฟ้ าคะนอง) แลว้ หยอ่ นลาํ งวงลงมาแตะพืน คืออากาศหมุนจากบนลงล่าง ส่วนนาค
เล่นนาํ ของแทจ้ ะเริมจากอากาศหมุนวนบริเวณผวิ พืนนาํ แลว้ พุ่งขึนไป คืออากาศหมุนจากล่างขึนบน
ในช่วงทีอากาศพุง่ ขึนเป็นเกลียววนนี หากนาํ ในอากาศยงั อยใู่ นรูปของไอนาํ เราจะยงั มองไม่เห็นอะไร
แต่หากอากาศขยายตวั และเยน็ ตวั ลงถึงจุดหนึง ไอนาํ ก็จะกลนั ตวั เป็ นหยดนาํ จาํ นวนมาก ทาํ ให้เราเห็น
ท่อหรือ "งวงชา้ ง" เชือมผนื นาํ และเมฆ ซึงเป็นทีมาของชือ "พายุงวงช้าง"
โดยส่วนใหญ่มคี วามยาวประมาณ 10 - 100 เมตร ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางมตี งั แต่ 1 เมตร
ไปจนถึงหลาย 10 เมตร โดยในพายอุ าจมที ่อหมุนวนเพียงท่อเดียวหรือหลายท่อก็ได้ แต่ละท่อจะหมุน
ดว้ ยอตั ราเร็วในช่วง 20 - 80 เมตรต่อวินาที กระแสลมในตวั พายุเร็วถึง 100 - 190 กิโลเมตรต่อชวั โมง
และอาจสูงถงึ 225 กิโลเมตรต่อชวั โมง ซึงสามารถควาํ เรือเลก็ ๆ ไดส้ บาย ดงั นนั ชาวเรือควรสงั เกต
ทิศทางการเคลือนทีใหด้ ี แลว้ หนีไปในทิศตรงกนั ขา้ ม นอกจากนี พายชุ นิดนียงั สามารถเคลือนทีไดเ้ ร็ว
ตงั แต่ 3 - 130 กิโลเมตรต่อชวั โมง แต่ส่วนใหญ่จะเคลือนทีค่อนขา้ งชา้ ประมาณ 18 - 28 กิโลเมตรต่อ
ชวั โมง ทงั นี พายนุ ีมอี ายไุ ม่ยนื ยาวนกั คืออยใู่ นช่วง 2 - 20 นาที จากนนั ก็จะสลายตวั ไปในอากาศอยา่ ง
รวดเร็ว
อยา่ งไรกต็ าม ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยธุ ยา ผอ.ศนู ยเ์ ครือข่ายงานวเิ คราะหว์ ิจยั และฝึกอบรม
การเปลียนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ กล่าวถึงปรากฏการณ์พายุงวงช้างว่า

