Page 8 - นาวิกศาสตร์ ตุลาคม ๒๕๖๓
P. 8
กองบรรณาธิการ
้
ี
ู
ภาพปกหน้า : พระบรมรปทรงมา พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ ๕
ณ ลานพระราชวังดุสิต
ี
ี
�
ึ
พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งแรกท่ได้สร้างข้นในขณะท่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงดารงพระชนมชีพ
ู
ั
ี
ี
อย ในวโรกาสท่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ ๕ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๔๐ ปี ซ่งขณะน้น
ึ
่
ี
เป็นช่วงท่พระองค์อยู่ในระหว่างเสด็จประพาสยุโรป คร้งที่ ๒ คณะเสนาบดีได้ปรึกษาเห็นพ้องกันว่าควรจะสร้างถาวรวัตถุข้น
ั
ึ
เพอเปนสงแสดงถงความกตญญกตเวทตา และความสานกในพระมหากรณาธคณ ทประชาชนมตอพระองค การสรางพระบรมรูป
ื
่
่
็
่
ิ
ุ
ู
ิ
�
ึ
ึ
ี
ุ
ั
ิ
่
้
ี
์
ี
ึ
�
ิ
ทรงม้า จึงเกิดข้น โดยช่างชาวฝร่งเศส ท่กรุงปารีส เร่มปั้นพระบรมรูป เม่อวันท่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๕๐ ดาเนินการหล่อ
ี
ื
ั
ื
พระบรมรูปเสร็จ และส่งเข้ามายังกรุงเทพฯ เม่อ พ.ศ.๒๔๕๑
ี
ื
�
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ มาทาพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งน้ด้วยพระองค์เอง เม่อวันท ี ่
๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๑ ซ่งเป็นวันพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก
ึ
พระบรมรูปทรงม้าเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งเดียวในโลก ท่ทรงทาพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์
�
ี
ด้วยพระองค์เอง
ุ
ื
ุ
พระองคทรงมพระมหากรณาธคณ ตอชาตบานเมองเปนอเนกอนนต พสกนกรทงปวงจงพรอมใจกนถวายพระสมญญา
ั
ิ
็
ั
่
ิ
ิ
้
้
์
ั
์
ึ
ั
้
ี
ี
ิ
นามวา “สมเด็จพระปิยมหาราช” มีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ผู้เป็นท่รักย่งของปวงชน”
่
ื
อีก ๒๓ เดือนต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคคต เม่อวันท่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ พระบาท
ี
ี
สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีวันนักขัตฤกษ์ สาหรับให้ประชาชนได้ถวายบังคม
�
ิ
ั
ี
ึ
์
ั
ั
ี
ื
่
้
พระบรมรูปทรงม้าเป็นครงแรก เม่อวนท ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๔ ซ่งตรงกบวนพระราชพธฉัตรมงคลของพระองค ต่อมา
ั
ื
เม่อปี พ.ศ.๒๔๕๕ จึงเปล่ยนวันถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า เป็นวันท่ ๒๓ ตุลาคม อันเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาท
ี
ี
�
ี
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันท่ระลึกสาคัญของชาติเรียกว่าวันปิยมหาราช
ี
�
ี
ภาพปกหลัง : พระราชลัญจกรประจาแผ่นดิน รัชกาลท่ ๕ หรือตราแผ่นดินรัชกาลท่ ๕
�
�
เป็นตราท่ใช้ประทับกากับพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ หรือกากับนามผู้สาเร็จราชการแทนพระองค์ ท่ลงนาม
�
ี
ี
�
ี
ในเอกสารสาคัญท่เป็นราชการแผ่นดินท้งปวง
ั
ี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสวกเอก หม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย
ื
ื
�
ี
ู
ิ
�
ี
ผกตราแผ่นดนรัชกาลท่ ๕ เป็นคร้งแรกใน พ.ศ.๒๔๑๖ เพ่อส่อความหมายอันสาคัญย่งถึงพระราชอานาจท่เกิดข้นใน
ั
ึ
ิ
รัชกาลของพระองค์ ประกอบด้วยรูปต่าง ๆ โดยสังเขปดังน ี ้
ั
พระมหาพิชัยมงกุฎ จักรและตรีศูล (ตรามหาจักรี) โล่ ฉัตรเจ็ดช้น คชสีห์ ราชสีห์ พระมหาสังวาลนพรัตนราชวราภรณ์
สายสร้อยเคร่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า และคาถาภาษิต
ื
รูปโล่ ตอนกลางของตราแผ่นดิน แบ่งเป็น ๓ ห้อง
ห้องกลางตอนบน มีรูปช้างสามเศียร บนพ้นสีเหลือง หมายถึง สยามเหนือ สยามกลาง และสยามใต้
ื
ห้องล่างซ้ายมีรูปช้างเผือก บนพ้นสีแดง หมายถึง ประเทศราชลาวล้านช้าง (กรุงศรีรัตนาคนหุต)
ื
ห้องล่างขวา มีรูปกริชคดและกริชตรง ไขว้กัน บนพ้นสีชมพู หมายถึง หัวเมืองประเทศราชมลาย ู
ื
ั
ั
ั
ท้งสามส่วนประกอบกัน หมายถึง ขอบขัณฑสีมาท้งหมดของประเทศสยามในเวลาน้น
�
�
ี
คาถาภาษิต ภาษาบาลี ท่จารึกส่วนล่างของตราแผ่นดินมีข้อความว่า “สพฺเพส สงฺฆภูตาน สามคฺดี วุฑฒิสาธิกา” คาถาบทน ี ้
เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เขียนในรูปภาษาไทยว่า
“สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา” แปลว่า “ความพร้อมเพรียงของบุคคลท้งปวง ผู้อยู่เป็นหมวดหมู่กัน
ั
ย่อมเป็นเคร่องทาความเจริญให้สาเร็จ”
�
�
ื
ื
ปัจจุบันได้เลิกใช้ตราแผ่นดิน เน่องจากในรัชกาลท่ ๖ ได้ใช้ตราครุฑ ประทับในหนังสือราชการแทน
ี
นาวิกศาสตร์ 6
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๓

