Page 48 - นาวิกศาสตร์ ธันวาคม ๒๕๖๓
P. 48

ในวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงรับศาสตราจารย์
                                              ื
                            �
                     ี
            ศิลป์ พีระศร เข้ามาทาราชการในเมืองไทย เน่องจากขณะน้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์
                                                        ั
                                          ี
                                                                                        ี
                          �
            ให้ช่างปั้นเข้ามาทางานศิลปะประเภทน้ในเมืองไทย โดยทรงคัดเลือกศิลปินอิตาเลียน ๒๐๐ คน ท่มีผลงานของตน
            เข้ามาให้ทรงพระราชวินิจฉัย
                                    ี
                ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศร จึงได้เข้ามารับราชการในประเทศไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
            โดยเป็นช่างปั้นกรมศิลปากร กระทรวงวัง เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๖ อายุขณะนั้นย่างเข้า ๓๒ ปี และได้น�า
            ภรรยาซึ่งท�าการสมรสใหม่ ๆ มาด้วย ท่านเป็นคนรักสงบ ชอบใช้ชีวิตอย่างสันโดษ รักธรรมชาติ เป็นคนตรงต่อเวลา
                                                                                   �
                                           ื
            รับราชการด้วยความขยันขันแข็ง และซ่อตรง ใช้ชีวิตของการเป็นครูในวิชาประติมากรรม ทาให้กิจการช่างปั้นหล่อ
            ของกรมศิลปากรเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรม ประติมากรรมขึ้น และสร้างต�าราเรียน

                                                                                  ี
                                                                                      ื
                                    ี
                                    ่
                  ื
                                 ั
                เม่อเกิดสงครามโลกคร้งท ๒ ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ ท่านต้องเปล่ยนสัญชาติเป็นไทย เปล่ยนช่อและนามสกุลเป็น
                                                               ี
            นายศิลป์ พีระศรี เพื่อให้รอดพ้นจากการควบคุมตัวของญี่ปุ่นในประเทศไทย
                ในปี พ.ศ.๒๔๗๖ ท่านได้ก่อต้งโรงเรียนศิลปากร และเป็นผู้ริเร่มก่อต้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ยกฐานะโรงเรียน
                                                                ิ
                                                                     ั
                                       ั
            ศิลปากรขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๖ โดยจัดตั้งคณะจิตรกรรม และประติมากรรม
            ขึ้นเป็นคณะวิชาแรก
                ในปี พ.ศ.๒๔๙๒ ท่านได้เดินทางกลับสู่ประเทศอิตาลี เนื่องจากความจ�าเป็นในการครองชีพ และได้เดินทางกลับ
                            ั
                                ึ
                                                         ี
            สู่ประเทศไทยอีกคร้งหน่งในปี พ.ศ.๒๔๙๓ หลังจากท่ทางราชการได้ปรับเงินเดือนของท่านให้เหมาะสมกับ
            ความเป็นอยู่ ในการกลับมาครั้งนี้ท่านมิได้น�าภรรยาซึ่งมีบุตร ๒ คน ที่เป็นชายชื่อรามาโน (RAMANO) กับที่เป็นหญิง
            ชื่ออิสเบลลา (ISABELLA) กลับมาด้วย ท่านได้สมรสใหม่กับนางสาวมาลินี เคนนี แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน
                                                                                                ิ
                                                                                    �
                ท่านได้ใช้ชีวิตของการเป็นครูประสิทธิประสาทวิชาความรู้ทางศิลปะในเมืองไทย และทาประโยชน์อันย่งใหญ่
            ให้แก่ทางราชการหลายต่อหลายแห่งด้วยกัน ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นครู และพรหม แห่งศิษย์อย่างแท้จริง
            กล่าวคือให้ความรู้อย่างเต็มที่ไม่ปิดบังวิชา รักศิษย์เช่นเดียวกับรักบุตรของตน
                ท่านเป็นศิลปินแบบฮิวแมนนิสต์ (Humanist) ในสมัยเรอเนสซองส์ (Renaissance) คือ ไม่ได้รู้แค่ในสาขาเดียว
            ท่านรู้และสามารถเขียน ออกแบบ การแกะสลัก การพิมพ์ภาพศิลปะ มีความรู้ในด้านมนุษยศาสตร์ เป็นนักวิจารณ์ศิลปะ
            เป็นนักประวัติศาสตร์อีกด้วย



                ผลงานของท่านที่ปรากฏในเมืองไทยได้แก่
                - พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า
                - พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่สวนลุมพินี
                - อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ที่นครราชสีมา
                - พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่
                - พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่สุพรรณบุรี
                - และที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง






                นาวิกศาสตร์     46
                ปีที่ ๑๐๓  เล่มที่ ๑๒  ธันวาคม ๒๕๖๓
   43   44   45   46   47   48   49   50   51   52   53