Page 150 - การวิจัยไม้กฤษณา
P. 150
การพัฒนาการเกิดกฤษณา
้
�
45 วัน ใช้สิ่วสกัดชินไม้มาตรวจ พบว่า การทาแผลไม่ทายาเกิดไม้หอมดี
้
ที่สุด แต่มีเชือรามากใน Daconil สีของไม้หอมค่อนข้างดี ราเข้าน้อย ส่วนใน
Benlate สีของไม้หอมไม่ดี มีเส้นใยราบริเวณบาดแผลมาก ส�าหรับ Unizide
และกรด H SO เข้มข้นกันเชื้อราได้ดี ไม่ค่อยเกิดสารกฤษณา เนื้อไม้ขาว
2 4
�
้
เหมือนเนือไม้ปกติ เกิดเป็นเส้นสีน้าตาลจางๆ บริเวณรอบนอกเท่าน้น ซึ่ง
ั
ั
อาจเป็นเพราะสารเคมี ท้ง 2 ชนิดมีความเข้มข้นสูง ทาให้เซลล์ของต้นไม้
�
้
ตาย ขบวนการกระตุ้นไม้หอมจึงไม่เกิดขึน
ต่อมากรมป่าไม้ โดย วนิดา และนัยนา (2532) ได้ทาการทดลองการเกิด
�
้
สารกฤษณา โดยใช้เชือรา 4 ชนิด ได้แก่ โบทริโอดิบโพลเดีย (Botryodiplodia),
เชฟฟาโลสปอเรียม (Cephalosporium), ฟูซาเรียม (Fusarium), ชาโตเมียม
�
่
(Chaetomium) และสารกฤษณาสด ใส่ลงในแผลทีทาขึน ขนาดเส้นผ่าน
้
้
ศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ลึก 1 เซนติเมตร บนต้นกฤษณา พบว่าการใส่เชือรา
้
และปิดแผลด้วยซีเมนต์ขาว และทิงไว้ในช่วง 6-12 เดือน เป็นวิธีที่ดีที่สุด
ในการท�าให้เกิดสารกฤษณา โดยกฤษณาที่ได้อยู่ประมาณ 15-30 กรัมต่อ
�
่
�
�
บาดแผล และเป็นไม้กฤษณาเกรดตามีสีน้าตาลถึงน้าตาลเข้ม มีกลิ่นหอม
ปานกลางเมื่อเผาไฟ สามารถน�าไปใช้ในการกลั่นน�้ามันหอมระเหย
จากการวิจัยของนัยนา (2536) (ไม่ได้ตีพิมพ์) พบว่าในท้องที่จังหวัด
จันทบุรี การเกิดสารกฤษณาในฤดูแล้งจะทาให้น้าหนักสารกฤษณา
�
�
มากกว่าในฤดูฝน และน้าหนักสารกฤษณาที่ได้ที่จังหวัดเลยจะน้อยกว่า
�
ที่จังหวัดจันทบุรี นอกจากนียังเปรียบเทียบการเกิดสารกฤษณาระหว่าง
้
�
กิ่งยอดและกิ่งแขนงด้านข้างในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา โดยการทาให้
เกิดบาดแผลแล้วใส่เชือราและไม่ใส่เชือรา พบว่าการเกิดสารกฤษณา
้
้
้
ั
ระหว่างกิ่งยอด และกิ่งแขนงข้างไม่ได้แตกต่างกันท้งที่มีการใส่เชือและ
้
ไม่ใส่เชือในบาดแผล แต่ได้ปริมาณสารกฤษณาน้อย และคุณภาพไม่ดี
เนื่องจากกิ่งที่ใช้ศึกษามีขนาดเล็ก
การวิจัยไม้กฤษณา 143

