Page 424 - รวมไฟล์วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 1
P. 424
ึ
์
ิ
ิ
ี
ื
ี
ิ
่
ี
(2561) ทศกษาพบว่า อัตราสภาพคล่องมความสัมพันธเชงลบกับอัตราส่วนหน้สนต่อส่วนผู้ถอห้นของบรษัท
ุ
ี
ิ
จดทะเบยนในตลาด เอ็ม เอ ไอ ทั้งน้อาจเปนเพราะว่าบรษัทมความสามารถในการท าไร ท าให้บรษัทม ี
ี
็
ิ
ี
ี
ึ
็
ิ
่
ี
ความสามารถในการช าระหน้ระยะสั้นได้ด ซงแสดงว่าบรษัทมสภาพคล่องด จงไม่มความจ าเปนต้องก่อ
ี
ึ
ี
ี
่
หน้สนจากแหล่งเงนทนภายนอก ซงสนับสนนแนวคดทฤษฎการจัดหาเงนทนตามล าดับขั้น (Pecking Order
ุ
ิ
ี
ิ
ี
ิ
ุ
ุ
ึ
ิ
Theory)
์
ี
ิ
ี
ิ
์
ั
4. ผลประโยชนทางภาษทไม่ใช่หน้สนมความสัมพันธกับอัตราส่วนหน้สนต่อสนทรพย์รวม (DA)
ี
ิ
่
ี
ี
ผลการวิจัยพบว่า ผลประโยชนทางภาษทไม่ใช่หน้สน (NDTS) ) มความสัมพันธกับอัตราส่วนหน้สนต่อ
ี
่
ี
ี
์
์
ิ
ี
ิ
ี
ิ
ิ
ี
่
ี
่
ี
่
ึ
ิ
ิ
่
ื
์
สนทรพย์รวมอย่างมนัยส าคัญทางสถตททระดับความเชอมั่น 95% โดยมความสัมพันธในทศทางเดยวกัน ซง
ี
ั
ี
์
ี
ี
ี
สอดคล้องกับสมมตฐานทตั้งไว้ว่าผลประโยชนทางภาษทไม่ใช่หน้สนมความสัมพันธกับอัตราส่วนหน้สน
ี
่
ี
ิ
ิ
์
่
ี
ิ
์
ิ
ึ
ิ
่
ต่อสนทรพย์รวม สอดคล้องกับงานวิจัยของ รทวรรณ อภโชตธนกุล (2557) ทศกษาพบว่า ผลประโยชนทาง
ิ
ั
ี
ี
ี
ี
ภาษทไม่ใช่หน้สน (NDTS) มผลเชงบวกกับอัตราส่วนหน้สนรวม อย่างมนัยส าคัญทางสถตท ทั้งน้อาจเปน
ิ
็
่
ี
ิ
ิ
ิ
ี่
ี
ิ
ี
ี
ึ
ั
่
เพราะว่าบรษัทขนาดใหญ่จะมสนทรพย์จ านวนมากท าให้ค่าเสอมราคาและค่าตัดจ าหน่ายมากข้นตามไปด้วย
ิ
ื
ี
ิ
ึ
ึ
ุ
ั
ิ
ั
ื
และบรษัทอาจจะลงทนในสนทรพย์มากข้น จงท าให้อัตราส่วนของหน้สนเพิ่มข้นตาม ส าหรบค่าเสอมราคา
ิ
่
ิ
ี
ึ
่
็
ี
และค่าตัดจ าหน่ายเปนค่าใช้จ่ายทสามารถช่วยประหยัดภาษได้ ดังนั้นถ้าหากบรษัทนั้นสามารถทจะได้รบ
ั
ิ
ี
่
ี
ุ
ิ
ี
ประโยชนจากการประหยัดภาษได้ ธรกิจก็จะจัดหาเงนทนมาลงทนในสนทรพย์เพิ่มจากการก่อหน้ ีสน
ั
ุ
ิ
ุ
์
ิ
ุ
์
ี
ิ
ิ
มากกว่าการจัดหาเงนทนจากการเพิ่มทน สนับสนนแนวคดทฤษฎการพิจารณาต้นทนและผลประโยชนจาก
ุ
ุ
ุ
การก่อหน้ (Trade off Theory)
ี
ส าหรบปจจัยด้านก าไรก่อนจากการด าเนนงานก่อนดอกเบ้ยและภาษ (EBIT) อัตราส่วนสนทรพย์
ี
ั
ิ
ิ
ี
ั
ั
ิ
ี
ิ
ิ
์
ิ
ี
ี
ถาวร (FAT) และอัตราการเตบโต (GROW)ไม่มความสัมพันธอย่างมนัยส าคัญทางสถต กับอัตราส่วนหน้สน
ี
ิ
ี
ุ
ต่อสนทรพย์รวมของบรษัทจดทะเบยนในตลาดหลักทรพย์แห่งประเทศไทย กล่มดัชน SET100
ั
ิ
ั
ั
่
้
ึ
ั
ข้อเสนอแนะสาหรบการศกษาครงตอไป
่
ิ
ึ
ี
ี
ิ
่
ี
้
ี
ิ
ั
จากงานวิจัยน้ ผลการศกษายังไม่สามารถอธบายปจจัยทมอทธพลต่อความเสยงด้านโครงสรางทาง
ี
่
ู
ี
ี
ึ
่
การเงนทเหมาะสม เพือให้การศกษาในอนาคตได้ผลทมความสมบรณมากยิ่งข้น ผู้วิจัยมข้อเสนอแนะ
ี
ิ
ึ
์
่
ดังต่อไปน้ ี
่
ี
ี
ุ
่
1. ควรจะมการศกษาของกล่มธรกิจอน เปรยบเทยบเทยบระหว่างกล่ม เพือทจ าท าให้ทราบถงความ4
ุ
ื
ุ
ึ
ี
ี
่
ึ
ี
แตกต่างของการก าหนดโครงสรางทางการเงน ซงจะท าให้ได้ข้อมลทมคณภาพและเปนประโยชนมากยิ่งข้น
์
ี
ุ
ู
ี
่
ิ
ึ
็
่
้
ึ
ุ
ี
ุ
ี
ึ
ุ
่
2. ควรศกษาแยกกล่มอตสาหกรรมและลักษณะธรกิจ เพือความเหมาะสมในการเปรยบเทยบ
ระหว่างกันและเปนข้อมลด้านการลงทนได้อย่างเหมาะสม เนองจากโครงสรางทางการเงนมข้อจ ากัดเฉพาะ
ู
็
ิ
้
่
ื
ุ
ี
ุ
ิ
บรษัท โดยแนวทางการจัดกล่มนั้นให้สามารถสะท้อนประเภทธรกิจของบรษัทจดทะเบยนและให้ผล
ิ
ี
ุ
การศกษามความชัดเจนมากยิ่งข้น
ี
ึ
ึ
9
405

