Page 94 - หนังสือการเลี้ยงโคเนื้อ
P. 94
การเลียงโคเนือ 89
้
้
็
้
้
้
ขึนอย่างรวดเร็ว มีนาหนักเพิ่มขึนมากกว่าระยะอุ้มท้อง 7 เดือนแรก อาจเปนสาเหตุส่งผลให้นาหนักแรก
้
่
่
เกิดต ากว่าลูกโคทีเกิดจากแม่โคทีได้รับการผสมพันธุ์ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ที 2 ทีการอุ้มท้องระยะ 2 เดือน
่
่
่
ก่อนคลอดในฤดูฝน
แม้ว่าลูกโคทีเกิดจากฤดูผสมพันธุ์ที 1
่
่
้
้
่
มีนาหนักแรกเกิดนอยกว่าลูกโคทีเกิดจากแม่โค
่
่
ทีได้รับการผสมพันธุ์ในฤดูผสมพันธุ์ที 2 แต่ก็
เปนลักษณะทีต้องการในการคัดเลือกเพือ
่
็
่
หลีกเลียงปญหาการคลอดยาก ลดเปอร์เซ็นต์
ั
่
ั
การตายของลูกโค ปญหามดลูกอักเสบของแม่
่
โคหลังจากคลอด และลูกโคทีเกิดในฤดูผสม
พันธุ์ดังกล่าวสามารถเติบโตทดแทนได้(Compensation) เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ร่างกายเจริญเติบโตขึน
้
้
้
กระเพาะรูเมนได้รับพัฒนาให้ใช้อาหารหยาบมีประสิทธิภาพมากขึน ส่งผลให้นาหนักหย่านม นาหนักที ่
้
้
่
อายุ 400 วัน นาหนักทีอายุ 600 วัน สูงกว่าโคทีเกิดในฤดูผสมพันธุ์ที 2
่
่
่
้
การก าหนดฤดูผสมพันธุ์ทีเหมาะสมกับผลผลิตหญ้าจะให้นาหนักหย่านมลูกโคสูงกว่าเมือไม ่
่
ก าหนดฤดูผสมพันธุ์ การก าหนดให้ช่วงฤดู
้
ผสมพันธุ์ทีสั้นจะให้นาหนักหย่านมสูงกว่า
่
้
ทั้งนีขึนอยูกับความสมบูรณพันธุ์ของแมโค
่
้
์
่
ในฝูงด้วย ความสมบูรณพันธุ์ได้แก่การผสม
์
ี
่
็
พันธุ์ติดง่าย แมโคให้ลูกทุกป เปนต้น หากมี
้
่
่
่
่
การคัดเลือกแมโคทีผสมไมติดเมือสินฤดู
่
ผสมพันธุ์ออกจากฝูงอย่างสม าเสมอจะท าให้
์
แม่โคในฝูงมีความสมบูรณพันธุ์สูง
้
ถ้าไม่จ ากัดฤดูผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่แม่โคท้องจะได้รับอาหารเกินความต้องการ และแม่โคเลียงลูก
็
จะได้รับนอยกว่าความต้องการในระยะผสมพันธุ์ ลูกโคคลอดไม่เปนชุด การจัดการล าบาก และอัตราการ
้
ตายอาจสูงขึน
้
การผสมพันธุ ์
เมือคลอดแล้วปกติแมโคจะกลับเปนสัดอีกภายใน 30 ถึง 50 วัน แต่ควรผสมหลัง 60 วัน การ
็
่
่
ผสมภายใน 40 วันหลังคลอดอาจมีปญหาท าให้เกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ควรผสมหลัง 60 วัน การที ่
ั
จะให้แม่โคให้ลูกปละตัวแม่โคจะต้องได้รับการผสมอีกภายใน 80 วัน ถ้าแม่โคผอมจะกลับเปนสัดช้าลง
็
ี
่
แมโคจะผสมติดได้จะต้องอยูในระยะทีเปนสัดซึงเปนระยะทีแมโคจะแสดงอาการมีอารมณทาง
่
่
่
่
็
็
่
์
่
่
เพศและพร้อมทีจะยอมให้ผสม แมโคทีเปนสัดจะมีอาการกระวนกระวายกว่าปกติ ไล่ขึ้นทับตัวอืนหรือ
่
่
็
ยอมให้ตัวอื่นขึนทับ อวัยวะเพศจะบวมกว่าเดิม ผนังด้านในช่องคลอดเมือใช้มือเปดออกดูจะมีสีชมพูออก
่
ิ
้
กลุ่มวิจัยและพัฒนาโคเนือ กองบ ารุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
้

