Page 108 - Computer Network
P. 108

14.2. การเข้าใช้ช่องสัญญาณแบบสุ่ม (RANDOM ACCESS METHODS)                           99



                      14.2 การเข้าใช้ช่องสัญญาณแบบสุ่ม (Random Access Methods)



                      การเข้าใช้ช่องสัญญาณแบบสุ่ม (Random-access method) ทำให้การส่งข้อความขนาดเล็กมีประสิทธิภาพมาก
                      ขึ้น ผู้ใช้สามารถร้องขอช่องสัญญาณเมื่อมีข้อมูลที่ต้องการส่ง ไม่จำเป็นต้องมีการจองการใช้ล่วงหน้า อย่างไร
                      ก็ตามการใช้ช่องสัญญาณในวิธีการนี้ทำให้เกิดปัญหาในการชนกันของการใช้ช่องสัญญาณ เนื่องจากการเข้าใช้ช่อง
                      สัญญาณ ณ เวลาพร้อมกันมากกว่าหนึ่งเครื่อง ทำให้ต้องส่งข้อมูลใหม่อีกครั้ง วิธีการที่นิยมใช้ ได้แก่ pure ALOHA,
                      Slotted-ALOHA, CSMA และ CSMA/CD ในหัวข้อนี้จะได้อธิบายการทำงานของแต่ละวิธี รวมถึงประสิทธิภาพของ
                      แต่ละวิธี



                      14.2.1 การประมาณประสิทธิภาพของเน็ตเวิร์ค


                      ก่อนที่เราจะได้กล่าวถึงการทำงานในวิธีต่างๆของการเข้าใช้ช่องสัญญาณแบบสุ่ม จะได้กล่าวถึงการคำนวณหา
                                                                           book)
                      ประสิทธิภาพของเน็ตเวิร์คเบื้องต้น ค่าที่ได้รับความสนใจในที่นี้ได้แก่ เวลาหน่วงเฉลี่ยของแพกเกต (average
                      packet delay) ของการเข้าใช้ช่องสัญญาณและทรูพุต
                         ประสิทธิภาพของเน็ตเวิร์คขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ (interaction) ของตัวแปรสองตัวคือทราฟฟิกที่เข้ามายังระบบ
                      (traffic load) และทรัพยากรของเน็ตเวิร์ค (network resource) เช่นขนาดของบัฟเฟอร์ หรือความเร็วในการ
                                                          (partial
                      ประมวลผล วิธีการที่นิยมใช้ในการประเมินทรูพุตของระบบคือการใช้ โมเดลแถวคอย (queueing model) แสดงใน
                      รูปที่ 14.3 ซึ่งแสดงรูปทั่วไปของโมเดลแถวคอยแบบแถวเดียว หมายถึงมีบัฟเฟอร์ที่ใช้ในการเก็บแพกเกตเพียงแถว
                      เดียว เพื่อเก็บแพกเกตที่รอการประมวลผลที่ขนาด L p จำนวนแพกเกตในบัฟเฟอร์ขึ้นอยู่กับจำนวนของสเตชั่นที่ต่อ
                      อยู่บนช่องสัญญาณ หากมีจำนวนของสเตชั่นมากขึ้น จะทำให้แพกเกตส่งเข้ายังระบบในอัตราเร็ว (packet arrival
                      rate) ที่สูงขึ้น แพกเกตที่ส่งเข้ามาจะสามารถส่งได้สำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการใช้ช่องสัญญาณที่เลือกใช้
                                               only



                                         ขนาดของแพกเกต (L p)       ขนาดของบัฟเฟอร์
                                                                      แพกเกตที่อยู่ในคิว
                                    KKU
                                   λ
                             λ      T                                                      คอนโทรเลอร์
                                   ′
                                  λ


                                  รูปที่ 14.3: โมเดลแถวคอยแบบหน่วยบริการช่องเดียว (Single queue model)


                         การกำหนดให้แพกเกตขาเข้า (packet arrival) เป็น Poisson Statistics ถือว่าเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมเพื่อ
                      ใช้ศึกษาทรูพุตของเน็ตเวิร์ค Poisson statistics อยู่บนสมมุติฐานที่ว่าแพกเกตแต่ละแพกเกตที่ได้รับ จะไม่มีความ

                      สัมพันธ์ต่อกัน แต่มีการกระจายแบบ Poisson distribution โดยที่ ความน่าจะเป็นของแพกเกตที่เข้ามาจำนวน n
                      ในช่วงเวลา t ใดๆ มีค่าเป็น
                                                                    n −λt
                                                                 (λt) e
                                                         P n (t) =                                     (14.1)
                                                                    n!
                      กำหนดให้ n = 0, 1, 2, ... และ λ เป็นอัตราเร็วเฉลี่ยของแพกเกตที่มา (average packet arrival rate)
                         การคำนวณค่าทรูพุตในเน็ตเวิร์คเป็นการประเมินกรณีที่แพกเกตส่งสำเร็จเท่านั้น ในรูปของบิตต่อวินาทีหรือแพ
                      กเกตต่อวินาที ไม่รวมแพกเกตที่เกิดความเสียหายไม่ว่ากรณีใด ดังนั้นเพื่อให้การวิเคราะห์ค่าของทรูพุตไม่ขึ้นอยู่กับ
                      อัตราเร็วของการส่งข้อมูล เราสามารถเขียนในรูปของ normalized throughput (S)


                                                                 λL p                                  (14.2)
                                                             S =
                                                                  R
   103   104   105   106   107   108   109   110   111   112   113