Page 247 - Computer Network
P. 247
238 บทที่ 29. APPLICATION LAYER
ผ่านไฟร์วอลล์ (firewall) การให้บริการของ RTP รวมถึงการระบุถึงประเภทของข้อมูล (payload) ลำดับของข้อมูล
(sequence number) การระบุเวลาส่ง (timestamping) และการตรวจสอบการส่งข้อมูล
การทำงานของ RTP อาศัยการสร้างเซสชัน (Session) ระหว่างผู้ใช้ ระหว่างการสื่อสารข้อมูล โดยมีการสร้าง
สัญญาณควบคุมอาศัย Real-time Transport Control Protocol (RTCP) โดยที่แต่ละเซสชันจะประกอบไปด้วย
• พอร์ตของ RTP: เพื่อใช้ในการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างผู้ใช้ของ RTP หากการถ่ายโอนของข้อมูลที่กล่าวถึงใช้
UDP ในส่วนของ Transport Layer หมายเลขพอร์ตนี้จะถูกกำหนดลงใน Destination Port ของ UDP
• พอร์ตของ RTCP: เพื่อใช้ในการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างผู้ใช้ของ RTCP
• IP Address ของผู้ใช้: สามารถเป็นได้ทั้ง Multicast Address หรือกลุ่มของ IP Address
book)
(partial
only รูปที่ 29.7: Real-Time Protocol
KKU
แม้ว่าการทำงานของ RTP สามารถที่จะส่งข้อมูลที่เป็นแบบ unicast ได้ แต่จุดเด่นของการสื่อสารของ RTP คือ
การสนับสนุนการสื่อสารแบบมัลติคาสท์ เพื่อสนับสนุนการทำงานนี้ แต่ละ RTP จะระบุต้นทางที่ทำการส่งข้อมูลเข้า
สู่ระบบ นอกจากนี้ยังกำหนดค่า Timestamp ทำให้ภาครับสามารถจัดการข้อมูลให้เหมาะสมตามเวลา โดยอาศัย
บัฟเฟอร์ของภาครับ และ RTP จะกำหนดรูปแบบของข้อมูลระหว่างการส่ง
29.4.2 รูปแบบของแพกเกต RTP (RTP Packet Format)
รายละเอียดของเฮดเดอร์มีดังนี้
• Ver : ระบุเวอร์ชันของ RTP ปัจจุบันเป็นเวอร์ชัน 2
• P : หากเป็น 1 แสดงว่ามีการใส่ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการทำงานบางอย่าง เช่น การเพิ่มไบต์ให้เพียงพอใน
การเข้ารหัส หากเป็น 0 แสดงว่าไม่มีการเพิ่มจำนวนไบต์เข้าไป หากในเลเยอร์ล่างเป็น UDP ความยาวของ
ข้อมูล RTP สามารถที่จะทำการหาได้จากความยาวของข้อมูลใน UDP ลบด้วยความยาวของเฮดเดอร์ RTP
(RTP data = UDP data − RTP header) หากมีการเพิ่มเติมไบต์ความยาวของข้อมูลของ RTP จะต้องทำการลบ
ด้วยจำนวนที่เพิ่มเข้าไป จำนวนที่ทำการเพิ่มเข้าไปสามารถจะระบุในไบต์สุดท้ายของการเพิ่ม
• X : เป็นบิตเพื่อระบุกรณีที่มีเฮดเดอร์เพิ่มเดิม ขึ้นอยู่กับแอพพลิเคชันที่ระบุจะอยู่ต่อจากเฮดเดอร์หลัก ถ้า
เป็น 1 แสดงว่ามีเฮดเดอร์เพิ่มเดิม หากเป็น 0 แสดงว่าไม่มี

