Page 26 - Computer Network
P. 26
3.1. โมเดลมาตรฐาน OSI 17
– Open Shortest Path First (OSPF) และ Routing Information Protocol (RIP) เป็นเร้าติ้ง
โพรโตคอลในการค้นหาเส้นทางระหว่างโนดต้นทางและโนดปลายทางที่สื่อสาร
– Internet Control Message Protocol (ICMP) เป็นโพรโตคอลที่ใช้ในการระบุ และตรวจสอบปัญหา
การเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นในเน็ตเวิร์ค
การให้บริการแบบ best effort คืออะไร? การให้บริการแบบ best effort คือการให้บริการของเน็ตเวิร์ค
ที่จะพยายามส่งข้อมูลเพื่อให้ถึงปลายทาง โดยไม่มีการรับประกันว่าที่ส่งไปจะถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ
รวมถึงการส่งออกไปใหม่ หากมีการผิดพลาดหรือสูญหายขึ้น
book)
• ดาด้าลิงก์เลเยอร์ (Data Link Layer) (Layer 2) ทำหน้าที่จัดการกับแพกเกตที่ได้รับให้อยู่ในรูปของเฟรม
เพื่อส่งลงไปยังช่องสัญญาณ โดยการทำงานของ Data Link Layer จะตรวจสอบความผิดพลาดที่อาจเกิด
ขึ้นระหว่างโนดที่อยู่ติดกัน และการทำงานในการป้องกันข้อมูลที่อาจส่งเร็วเกินไป รวมไปถึงการควบคุมการ
เข้าใช้ของโนดต่างๆ เนื่องจากการใช้ร่วมกันของช่องสัญญาณตัวอย่างของโพรโตคอลในเลเยอร์นี้ เช่น Serial
Line Internet Protocol (SLIP) เพื่อกำหนดลำดับของอักขระ
(partial (character) ในการส่งแพกเกตของ IP บน
การสื่อสารแบบอนุกรม เป็นต้น
• ฟิสิคอลเลเยอร์ (Physical Layer) (Layer 1) ทำหน้าที่ในการส่งบิตข้อมูลผ่านไปในช่องสัญญาณทั้งแบบ
only
มีสายและไร้สาย โดยทำการแปลงสัญญาณให้อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือแสง เพื่อ
ให้สามารถส่งเข้าไปในช่องสัญญาณที่ต้องการได้ นอกจากนี้ Physical Layer ยังทำหน้าที่ในการกำหนด
ความเร็วของการส่งในช่องสัญญาณ รวมไปถึงสายสัญญาณชนิดต่างๆ เช่น สายตีเกลียวคู่ สายโคแอคเชีย
ล และใยแก้วนำแสง โดยมาตรฐานเกี่ยวข้องกับการทำงานของ Physical Layer เช่น RS-232 และ RS-449
KKU
เป็นต้น
ข้อดีของการแบ่งการทำงานเป็นแบบเลเยอร์
การแบ่งเน็ตเวิร์คออกเป็นเลเยอร์เสมือนการนำโค้ดของโปรแกรมขนาดใหญ่มาแบ่งออกเป็นฟังก์ชันย่อยๆ แต่ละ
ฟังก์ชันมีหน้าที่เฉพาะของตนเอง ทำให้เมื่อเกิดความผิดพลาด ผู้พัฒนาสามารถที่จะตรวจสอบในแต่ละส่วนแยกจาก
กัน แทนที่จะต้องตรวจสอบทั้งหมด หากเปรียบเทียบกับการแบ่งการทำงานของเน็ตเวิร์คออกเป็นเลเยอร์ของโมเดล
มาตรฐาน OSI เราอาจสามารถสรุปข้อดีได้ดังนี้
• ทำให้การทำงานของเครือข่ายถูกแบ่งออกเป็นส่วนย่อยที่มีขนาดเล็กลง สะดวกต่อการตรวจหาข้อผิดพลาด
ของระบบ และการพัฒนาอุปกรณ์ที่ต้องการนำมาใช้
• ทำให้ผู้ผลิตสามารถที่จะพัฒนาอุปกรณ์เครือข่ายที่จะนำมาใช้ได้สะดวกขึ้น
• ทำให้ฮาร์ดแวร์ต่างชนิดกันและซอฟต์แวร์ที่ทำงานแตกต่างกัน สามารถติดต่อสื่อสารกันได้
• ทำให้การเปลี่ยนแปลงการทำงานของแต่ละเลเยอร์ ไม่กระทบต่อเลเยอร์อื่น

