Page 99 - Computer Network
P. 99

90                                            บทที่ 13. ลักษณะของความผิดพลาดของการสื่อสาร



                     เนื่องจากปัจจุบันความเร็วในการส่งข้อมูลค่อนข้างสูงในระดับที่เป็นหนึ่งล้านบิตต่อวินาที (Mbps) หรือพันล้านบิต
                     ต่อวินาที (Gbps) เช่น สมมุติให้การส่งข้อมูลที่ความเร็ว 10 Mbps หากเกิดสัญญาณรบกวน 1 มิลลิวินาที อาจทำให้
                     เกิดความผิดพลาดของบิตข้อมูลถึง 10,000 บิต ดังนั้นการเกิดสัญญาณรบกวนมีโอกาสในการเกิดความผิดพลาด
                     เป็นกลุ่มมากกว่าการเกิดแบบหนึ่งบิต แต่ไม่จำเป็นที่จะทำให้ทุกบิตมีค่าที่ผิดไป เช่นในรูปที่ 13.2 แสดงการเกิด

                     ความผิดพลาดแบบเบิรสต์ ช่วงของความผิดพลาดนี้นับจากบิตแรกไปยังบิตสุดท้าย จะเห็นว่าไม่ใช่ทุกบิตจะมีค่าที่
                     เปลี่ยนไป



                     13.1 การตรวจจับและแก้ไขความผิดพลาด (Error Detection and

                               Correction)



                     การตรวจจับความผิดพลาดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับ โดยที่

                         • ภาคส่ง: นำข้อมูลที่มาจากแอพพลิเคชันเข้ารหัสตามรูปแบบหรือเงื่อนไขที่กำหนดในแต่ละโพรโตคอล ก่อน
                           ที่จะส่งเข้าไปยังช่องสัญญาณ                     book)


                         • ภาครับ: เมื่อได้รับข้อมูลที่เข้ามาจากช่องสัญญาณ ภาครับจะตรวจสอบว่ารูปแบบที่รับได้ถูกต้องหรือ
                                                          (partial
                           ไม่ หากข้อมูลที่รับได้ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ จะแจ้งให้ภาคส่งทราบว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นภายในช่อง
                           สัญญาณ และกำจัดข้อมูลที่ได้รับ


                         โดยที่การตรวจสอบข้อผิดพลาดอาจแบ่งได้เป็นสองแบบ [19] คือ

                                               only
                        1. Forward Error Control (FEC) ข้อมูลที่ส่งจะประกอบด้วยข้อมูลที่เพิ่มเติม (ข้อมูลเพื่อการแก้ไขหรือข้อ
                           มูลซํ้า) เพื่อให้ภาครับสามารถแก้ไขที่ผิดพลาดได้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง หากพบว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น

                           กรณีนี้ภาครับสามารถแก้ไขความผิดพลาดได้ด้วยตนเอง จากข้อมูลที่ส่งเพิ่มเติมมา ทำให้ overhead ของ
                           FEC จะค่อนข้างสูง
                                    KKU
                        2. Feedback (backward) error control: ข้อมูลที่ส่งจะถูกส่งพร้อมกับข้อมูลเพื่อใช้ในการตรวจหาข้อ
                           ผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น โดยทั่วไปจะมีขนาดเล็ก 8, 16 หรือ 32 บิต จะสามารถใช้เพื่อการตรวจจับความ

                           ผิดพลาดได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถใช้ในการแก้ไขให้ถูกต้องได้ ทำให้ภาครับต้องร้องขอจากภาคส่งเพื่อให้ส่ง
                           ข้อมูลมาใหม่

                         ในทางปฏิบัติ การใช้งานของ FEC ไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก เนื่องจากแพกเกตหรือเฟรมที่จะส่งมีขนาดใหญ่ขึ้น
                     มาก เมื่อต้องการส่งข้อมูลขนาดใหญ่ ยกเว้นกรณีการส่งที่มีเวลาหน่วงการแพร่กระจาย (propagation delay) ที่สูง

                     เช่นการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียม


                     13.1.1 การตรวจจับแบบหนึ่งบิตพาริตี (Single Parity Check)


                     การตรวจสอบแบบหนึ่งบิตพาริตีถือว่าเป็นการตรวจสอบที่ง่ายที่สุด หลักการคือการเพิ่มข้อมูลขนาดหนึ่งบิตจาก
                     ข้อมูลที่ต้องการตรวจสอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลเป็น even (คู่) หรือ odd (คี่) ของบิต 1 ตามที่ต้องการ ด้านรับนับจำนวน
                     ของบิต 1 ในข้อมูลที่ได้รับ เพื่อตรวจสอบว่าเป็น even หรือ odd ตามที่กำหนดหรือไม่ หากไม่แสดงว่าข้อมูลที่รับมี
                     ความผิดพลาดเกิดขึ้น
                         การตรวจสอบด้วยการใช้หนึ่งบิตพาริตีสามารถตรวจจับได้ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดขึ้นเป็นจำนวนคี่เท่านั้น

                     หากเกิดขึ้นเป็นจำนวนคู่จะไม่สามารถตรวจพบได้ เช่น ข้อมูล 010111011 ใช้การตรวจสอบที่เป็นแบบ even หาก
   94   95   96   97   98   99   100   101   102   103   104