Page 22 - EPREP book
P. 22

บทที่ 1


                                                          บทนำ




               ความเป็นมา
                       เชื้อไวรัสเอชไอวีหรือฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเชียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus; HIV) เป็น


               เชื้อไวรัสชนิดรีโทรไวรัส (Retrovirus) สามารถแพร่กระจายผ่านสารคัดหลั่งและทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
               โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 หรือทีเซลล์ (T cells) ซึ่งมีหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรค


               ต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย [1] เป็นผลให้ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเอชไอวีมีระดับภูมิคุ้มกันร่างกายที่ต่ำลง ซึ่งหากไม่ได้รับการ

               รักษาจะนำไปสู่การเกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Acquired Immune Deficiency Syndrome; AIDs) หรือเอดส์ซึ่ง

               ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าคนปกติ [2].

                       การติดเชื้อเอชไอวีเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (The World

               Health Organization; WHO) ในปีพ.ศ. 2561 พบว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกประมาณ 37.9 ล้านคน โดยเป็นผู้

               ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 1.7 ล้านคน และผู้เสียชีวิตประมาณ 770,000 ราย [3].

                       ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในปี พ.ศ. 2561

               มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 480,000 คน คิดเป็นร้อยละ 9 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก [4]

               ในช่วงหลายปีผ่านมาแม้ว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในลดการแพร่เอชไอวีได้ด้วยการรณรงค์ให้ตรวจหาเอช

               ไอวีได้เร็วและเข้าถึงการรักษาอย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถลดอัตราการติดเชื้อเอชไอวีจากมารดาสู่ทารกได้เหลือ

               ร้อยละ 1.9 [5] แต่ยังพบอัตราการติดเชื้อเอชไอวีสูงในประชากรบางกลุ่ม เช่น กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย

               กลุ่มสตรีข้ามเพศ กลุ่มคู่ที่มีผลเลือดต่าง และกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ซึ่งยังถือเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่

               สำคัญของประเทศที่ต้องมีการหาแนวทางการป้องกันการติดเชื้อในประชากรกลุ่มนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการมีผู้

               ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในประเทศน้อยกว่า 1,000 รายภายในปีพ.ศ. 2573

                       ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี (PrEP) ประกอบด้วยยาต้านไวรัส 2 ชนิดได้แก่ ยาเอ็มไทไซตาบีน

               (FTC) 200 มิลลิกรัม และยาทีโนโฟเวียร์ (TDF) 300 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นยาที่ได้ผ่านการวิจัยมาแล้วว่าสามารถใช้

               ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ผลดี [6-8] องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีใช้ยา

               PrEP ในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี [9] ประเทศไทยได้กำหนดให้ PrEP เป็นอีกหนึ่งมาตรการในการป้องกัน

               การติดเชื้อเอชไอวีในประชากรกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 เป็นต้นมา [10] รูปที่ 1










               [2]  บทที่ 1 บทนำ
   17   18   19   20   21   22   23   24   25   26   27