Page 27 - พระราชประวัติ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
P. 27
ี
เช่นเดียวกับพยัญชนะ รูปวรรณยุกต์ที่ใช้เขียนก ากับในยุคสุโขทัย มีเพยง 2 รูป คือไม้เอก และไม้โท แต่ไม้โท
ใช้เป็นเครื่องหมายกากบาทแทน ตัวหนังสือที่ทรงประดิษฐ์ขึ้นใหม่นี้ มีการจัดวางรูปแบบตัวอกษรใกล้เคียง
ั
ื่
กับอักษรของประเทศตะวันตก คือ เขียนจากซ้ายไปขวา วางสระและวรรณยุกต์ไว้ในบรรทัดเดียวกันหมด เพอ
่
ความสะดวกในการอานและเขียน(ต่างจากวิธีการเขียนของชาวจีนและอาหรับ ซึ่งเขียนจากขวามาซ้าย) และ
ต่อมาได้มีการแก้ไขเพมเติมในรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระเจ้าสิไทครองราชย์ปี พ.ศ.1891- พ.ศ.
ิ่
1912 ) ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพ่อขุนรามค าแหงด้วยการน าสระไปไว้ข้างบนบ้างข้างล่างบ้าง ตามแบบอย่าง
ิ
ุ
ี
หนังสือขอมที่ไทยได้ใช้กันมาแต่ก่อนจนเคยชิน เช่น สระ อ อ ออ น าไปเขียนไว้บนพยัญชนะส่วนสระ อ อู
ื
เขียนไว้ใต้พยัญชนะ (ส่วน สระ อะ อา อ า แต่เดิมเขียนไว้หลังพยัญชนะอยู่แล้ว เช่นเดียวกับสระ เอ แอ โอ ไอ
ซึ่งเขียนไว้หน้าพยัญชนะมาแต่เดิม) และได้ทรงเพมไม้หันอากาศ เพอใช้แทนตัวอกษร เช่น ค าว่า "อนน"
ั
ิ่
ื่
ั
เปลี่ยนเป็นเขียนว่า "อัน" เป็นต้น และรูปแบบตัวอกษร ก็เปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย
ลายสือไทยที่พอขุนรามค าแหงทรงคิดขึ้นนี้ ประเทศข้างเคียง เช่น อาณาจักรล้านนา ล้านช้าง อโยธยา
่
สุพรรณภูมิ ได้น าไปใช้กันอย่างแพร่หลายแต่ต่อมาครั้นเมื่ออาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอ านาจลง ทางล้านช้างได้
เปลี่ยนไปใช้อักษรลาว ส่วนทางล้านนาเปลี่ยนไปใช้อักษรไทยลื้อ และเมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอ ู่
ทอง ครองราชย์ปี พ.ศ. 1893- พ.ศ.1912) ทรงตั้งอาณาจักรเป็นอิสระกับสร้างพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี
ในปี พ.ศ.1893 ก็ได้เอาแบบอักษรไทยสุโขทัยมาใช้ ซึ่งมีการแก้ไขดัดแปลงกันมาตามล าดับจนเป็นอย่างที่เห็น
และใช้กันแพร่หลายเช่นในปัจจุบัน

