Page 19 - ประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่2
P. 19

6



                  ค่าใช้จ่ายรวม 10.15 บาทต่อกิโลกรัม เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดหา 9.37 บาท ค่าใช้จ่ายการเคลื่อนย้าย
                  ขนส่ง 0.70 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าคงคลัง 0.08 บาท

                         ซึ่งจากการทบทวนเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร จะเห็นได้
                  ว่า การวิเคราะห์ต้นทุนนอกจากแสดงให้เห็นต้นทุนรวมของการผลิตแล้ว จะแสดงส่วนของต้นทุนผันแปร และ
                  ต้นทุนคงที่ แยกออกมาให้เห็นด้วย ซึ่งจะทำให้สามารถมองเห็นลักษณะการผลิตของเกษตรกร และปัญหาด้าน

                  ต้นทุนการผลิตได้ชัดเจน ซึ่งจะนำไปสู่การเสนอแนะต่อไปได้

                         2.1.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจับคู่คะแนนความโน้มเอียง (Propensity Score Matching)

                         งานวิจัยด้านการเกษตรที่ผ่านมามีการนำวิธีการจับคู่คะแนนความโน้มเอียง (Propensity Score
                  Matching) มาใช้ซึ่งวิธีการจับคู่จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการศึกษา โดยในปี 2560 ศศรส ใจจิตรและคณะ
                  ได้นำวิธีการดังกล่าวมาใช้ในการคัดเลือกเกษตรกร เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของงานวิจัยด้านข้าวใน

                  ประเทศไทย ในช่วงปีงบประมาณ 2551 ถึง 2558 ซึ่งเป็นวิธีที่แก้ปัญหาเรื่องความเอนเอียงในการคัดเลือก
                  (Selection Bias) กลุ่มเกษตรกรที่ใช้ในการเปรียบเทียบ อาศัยเทคนิค “การจับคู่” เพื่อให้ได้ลักษณะ เช่น
                  แนวคิด อายุ สภาพพื้นที่เพาะปลูก พันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่เดิม ที่ใกล้เคียงกับกลุ่มเกษตรกรที่เต็มใจยอมรับมากที่สุด
                  ผลต่างของการประเมินผลกระทบคือ ผลกระทบโดยเฉลี่ยของโครงการที่เกิดกับกลุ่มเกษตรกรที่เต็มใจยอมรับ

                  และสมหมาย อุดมวิทิต และคณะ (2553) ได้นำวิธีการจับคู่ค่าความโน้มเอียง มาคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วม
                  โครงการโรงเรียนเกษตรกร รวบรวมจากเกษตรกร 3 กลุ่ม (กลุ่มเข้าร่วมโครงการ กลุ่มไม่เข้าร่วมโครงการ และ
                  กลุ่มควบคุม) และนำผลการจับคู่เกษตรกรดังกล่าวมาวิเคราะห์โดยอาศัยแบบจำลองผลต่างสองชั้น ผลการ
                  ประเมินแสดงให้เห็นว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้เกี่ยวกับการจัดการพืช ด้านโรคและแมลงศัตรูพืช

                  สูงกว่าเกษตรกรที่มิได้เข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการเข้าร่วมโครงการโรงเรียนเกษตรกร
                  สามารถช่วยลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น แนวทางในการ
                  ส่งเสริมความรู้อย่างมีส่วนร่วมของเกษตรกร จัดเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิผลที่ควรพิจารณานำมาใช้ประกอบ
                  ร่วมกับนโยบายอื่นๆ ในการลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้ และวิษณุ อรรถวานิช (2558) ศึกษาการ

                  ประเมินผลกระทบของโครงการรับจำนำข้าวที่มีต่อสถานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย โดยใช้เทคนิควิธีการ
                  แมทชิ่งโดยใช้ความโน้มเอียง (Propensity Score Matching หรือ PSM) ข้อมูลส่วนใหญ่ในการศึกษาถูก
                  รวบรวมจากแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจ สังคม และแรงงานเกษตร ที่จัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

                  ครอบคลุม 3 ปีการเพาะปลูก คือ ปีเพาะปลูก 2553/54 ซึ่งเป็นปีก่อนเริ่มโครงการ ปีเพาะปลูก 2554/55 เป็น
                  ช่วงเริ่มต้นโครงการจนถึงปีเพาะปลูก 2555/56 ครอบคลุมฤดูจำนำข้าว 4 ฤดู ข้อมูลสภาพอากาศจากกรม
                  อุตุนิยมวิทยา ข้อมูลเชิงประชากรและพนที่จากกรมการปกครอง ผลการศึกษาพบว่าโครงการรับจำนำข้าวมี
                                                    ื้
                  ส่วนช่วยให้รายรับทางตรงจากการเกษตรของฟาร์มทุกขนาด (ฟาร์มขนาดเล็ก ฟาร์มขนาดกลาง และฟาร์ม
                  ขนาดใหญ่) ที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น โดยโครงการรับจำนำข้าวมีส่วนช่วยให้รายรับทางตรงจากการเกษตรของ

                  ฟาร์มขนาดเล็กเพิ่มขึ้นระหว่าง 10,140.52 – 10,479.15 บาทต่อฟาร์มต่อปี ขณะที่ฟาร์มขนาดกลาง
                  (Medium) และฟาร์มขนาดใหญ่ (Large) มีรายรับทางตรงจากการเกษตรเพิ่มขึ้นระหว่าง 39,120.43 –
                  40,279.26 บาทต่อฟาร์มต่อปีและ 97,561.62 – 128,645.92 บาทต่อฟาร์มต่อปี ตามลำดับ เมื่อพิจารณา

                  ผลกระทบต่อรายรับทางตรงสุทธิจากการเกษตร พบว่าโครงการรับจำนำข้าวมีส่วนช่วยให้รายรับทางตรงสุทธิ
                  จากการเกษตรของฟาร์มขนาดเล็กเพิ่มขึ้นระหว่าง 9,335.71 – 10,001.84 บาทต่อฟาร์มต่อปี ขณะที่ฟาร์ม
                  ขนาดกลาง (Medium) และฟาร์มขนาดใหญ่ (Large) มีรายรับทางตรงสุทธิจากการเกษตรเพิ่มขึ้นระหว่าง
                  33,794.04 – 35,328.44 บาทต่อฟาร์มต่อปี และ 86,378.34 – 113,123.16 บาทต่อฟาร์มต่อปี ตามลำดับ ใน
   14   15   16   17   18   19   20   21   22   23   24