Page 20 - ประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่2
P. 20
7
ส่วนของภาระหนี้สินของเกษตรกรภายหลังจากมีโครงการ พบว่า โครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ช่วยให้ภาระหนี้สิน
ของเกษตรกรลดลงเมื่อวัดภาระหนี้สินทั้งในรูปตัวเงินและความน่าจะเป็นในการเป็นหนี้
ี
การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยการจับคู่คะแนนความโน้มเอยง (Propensity Score Matching) เป็น
อีกวิธีหนึ่งที่ผู้วิจัยสามารถเลือกมาใช้ ซึ่งจะสามารถแสดงให้เห็นผลกระทบของโครงการที่มีต่อผู้เข้าร่วม และไม่
เข้าร่วมโครงการได้ ซึ่ง เกรียงศักดิ์ เจริญสุข (2561) ได้กล่าวไว้ว่าการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้คะแนนโพ
ี่
รเพนซิตี้ (Propensity Score Analysis) เป็นหนึ่งในการวิจัยทางสถิติแบบใหม่ทเพิ่งถือกำเนิดขึ้น ภายหลังสถิติ
พื้นฐานอื่นๆ และถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยควบคุมปัจจัยหรือตัวแปรกวน
(Confounding) ที่เกิดขึ้นในการศึกษาวิจัยแบบเชิงสังเกตการณ์ (Observational Study)
2.1.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดประสิทธิภาพ โดยวิธีการ Data Envelopment Analysis
(DEA)
การศึกษาประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิต โดยวิธี Data Envelopment Analysis (DEA) เป็นวิธี
ที่นิยมนำมาใช้วิธีหนึ่งในการวัดประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตทางการเกษตร โดยงานวิจัยที่ผ่านมา มีการ
นำมาวัดประสิทธิภาพด้านการจัดสรรการปลูกอ้อยในประเทศไทยด้วยวิธี Data Envelopment Analysis
(DEA) พิจารณาทางด้าน Input Oriented ภายใต้ข้อสมมติผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงได้ (Variable Returns
to Scale : VRS) ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพทางด้านการจัดสรรการปลูกอ้อยของเกษตรกรในประเทศ
ไทยมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับสูงเท่ากับ 0.7824 อันเนื่องมาจากประสบการณ์ของเกษตรกรเองและความ
ร่วมมือที่ดีระหว่างโรงงานนํ้าตาลและเกษตรกร มีศูนย์วิจัยอ้อยและนํ้าตาลที่เป็นของเอกชนเปรียบเสมือน
สมาคมของทางโรงงาน ประสานงานกับชาวไร่อ้อยและให้การสนับสนุนแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์อ้อย
เครื่องจักร ระบบชลประทาน มีการวางแผนและวิจัย โดยจะวางแผนตั้งแต่การปลูก ตัด ตลอดจนการขนส่ง อก
ี
ทั้งสภาพของที่ดินยังมีการบำรุงรักษาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพเสมอ ทั้งนี้ค่าประสิทธิภาพหากมีระดับ
ปานกลางหรือค่อนข้างต่ำ เช่น อยู่ระหว่าง 0.4001 – 0.6000 จะจัดการโดยการลดการใช้ปัจจัยการผลิตลง
ได้แก่ ค่าแรงงาน ค่าพันธุ์อ้อย ค่าปุ๋ย ค่าสารเคมีปราบวัชพืชและศัตรูพืช ค่าเช่าที่ดิน และค่าขนส่งจากไร่ถึง
โรงงาน จากปริมาณผลผลิตใหม่จะทำให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวมีประสิทธิภาพทางด้านการจัดสรรเท่ากับ 1
หรือมีประสิทธิภาพทางด้านการจัดสรรเต็มร้อยละ 100 ชนิดา วสันต์ และคณะ (2559) และสุจารีย์ พิชา
(2560) ได้ศึกษาลักษณะการจัดการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองปลายฝนปี 2557 ของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรใน
จังหวัดเชียงใหม่ ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรแม่ริม จำกัด สหกรณ์การเกษตรนิคมแม่แตง จำกัด และ
สหกรณ์การเกษตรแม่แตง จำกัด จำนวน 117 ราย ใช้วิธีวิเคราะห์เส้นห่อหุ้ม(DEA) มุ่งเน้นด้านผลผลิต
(Output-Orientated Measure) ภายใต้เงื่อนไขผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงได้ (Variable Return to Scale:
VRS) เพื่อทราบถึงความสามารถของเกษตรกรในการเพิ่มผลผลิตจากการใช้ปัจจัยการผลิตเท่าเดิม พบว่า ค่า
Output Slack มีค่าเท่ากับ 0 แสดงให้เห็นว่าเกษตรกรทำการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากที่สุดจากปัจจัยการ
ผลิตที่มีอยู่แล้ว ค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพทางเทคนิคของเกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองปลายฝนมีค่าเท่ากับ
0.678 หมายถึงเกษตรกรสามารถลดการใช้ปัจจัยการผลิตร้อยละ 32.20 เพื่อให้ได้ผลผลิตเท่าเดิม การวัด
ประสิทธิภาพต่อขนาด พบว่า มีผลได้ต่อขนาดลดลง (DRS) มากที่สุดรองลงมาผลได้ต่อขนาดคงที่ (CRS) และ
ผลได้ต่อขนาดเพิ่มขึ้น (IRS) ร้อยละ 51.28 27.35 และ 21.37 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (2560) ได้
วิเคราะห์ประสิทธิภาพทางเทคนิคต้นทุนโลจิสติกส์ในส่วนเกษตรกรเป็นการวัดประสิทธิภาพการผลิตด้วยวิธีการ
Data Envelopment Analysis (DEA) ด้านปัจจัยการผลิต (Input Orientated) โดยวัดผลผลิตต่อไร่ที่
เกษตรกรได้รับ จากค่าใช้จ่ายต้นทุนโลจิสติกส์ และจำนวนครั้งของการจัดซื้อจัดหาปัจจัยการผลิต พบว่า
เกษตรกรส่วนใหญ่มีระดับประสิทธิภาพในการจัดการโลจิสติกส์ ระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 46.44 ส่วนที่

