Page 7 - วิจัยในชั้นเรียน.พละ.ม.3-วอลเลย์บอล-RD1
P. 7

- 2 -



               ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนทั้งปัจจุบันและอนาคต การเรียนรู้อย่างมีความสุข
               พระธรรมปิฎก ได้จัดแบบของการเรียนรู้อย่างมีความสุขไว้ 2 แบบคือ


                        1. ความสุขที่อาศัยปัจจัยภายนอก เป็นความสุขที่เกิดจากสภาพแวดล้อม คือมีกัลยาณมิตร เช่นครู
               อาจารย์ เป็นผู้สร้างบรรยากาศแห่งความรัก ความเมตตา และช่วยให้สนุก ซึ่งต้องระวังเพราะถ้าควบคุมไม่ดี

               ความสุขแบบนี้จะทำให้นักเรียนอ่อนแอลง ยิ่งถ้ากลายเป็นการเอาใจ หรือตามใจ จะยิ่งอ่อนแอลงไปทำให้เกิด
               ลักษณะพึ่งพา

                                                                                                           ึ่
                        2. ความสุขที่เกิดจากปัจจัยภายใน เป็นความสุขที่เกิดจากภายในตัวผู้เรียนเอง ซึ่งเป็นอิสระ ไม่ต้องพง
               ผู้อื่น กล่าวคือ ผู้เรียนเกิดนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ใฝ่สร้างสรรค์ และมีความสุขจากการสนองความใฝ่รู้ ความสุขแบบนี้ทำ
               ให้คนเข้มแข็ง เขาจะมีความสุขเมื่อได้เรียนรู้ เมื่อยิ่งทำก็ยิ่งมีความสุข และยิ่งมีความเข้มแข็ง


                        ดังนั้น การสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขจึงควรมุ่งสร้างความสุขจากปัจจัยภายใน
               โดยมีปัจจัยภายนอกเป็นองค์ประกอบนำทาง ก็จะช่วยพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้รักการเรียนรู้อย่างแท้จริง


                        พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักทางด้านศึกษาฉบับแรกของประเทศ
               ไทยที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลอย่างกว้างขวาง เพื่อกำหนดเนื้อหาสาระต่างๆ

               เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของประเทศ อันส่งผลกระทบที่สำคัญในการจัดการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาของ
               ชาติอย่างมาก โดยในการจัดการศึกษายึดหลักว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติ ความ
               สนใจและเต็มศักยภาพ เน้นความรู้คู่คุณธรรม  กระบวนการเรียนรู้ และการบูรณาการความรู้ ความสัมพันธ์

               ระหว่างตนเองกับสังคมเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมี
               ความสุข กำหนดให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการประเมินผลผู้เรียน  และการพัฒนากระบวนการเรียน

               การสอนที่มีประสิทธิภาพ

                        ด้วยเหตุนี้ผู้สอนจึงเลือกวิธีการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ โดยใช้รูปแบบ STAD เพื่อนำมาปรับพฤติกรรม

               ความรับผิดชอบ  และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ซึ่งจะเป็นแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนได้อย่าง
                                                                                               ี
               ยั่งยืนตามหลักการของยุทธศาสตร์ชาติที่ได้วางไว้ และเป็นแนวทางในการเรียนรู้ของนักเรียนที่ดีอกรูปแบบหนึ่งซึ่ง
               สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเรียนได้อย่างยั่งยืน




               วัตถุประสงค์ของการวิจัย


                      1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3   วิชาพลศึกษา จำนวน 25 คน
                    ี
               เรื่องกฬาวอลเลย์บอล

                      2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนในรายวิชาด้วยรูปแบบการสอนแบบ
               ปกติและการสอนโดยใช้วิธี STAD



               สมมติฐานของการวิจัย
   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12