Page 192 - สารนิพนธ์
P. 192
180
ปไฉน
ี่
คอปทม ๒ ท่อน สามารถถอดออกจากกันได้ ท่อนบนมลักษณะเรยวยาว ปลายผายออกมา
ื
ี่
ี่
ี
ี
ี
ี่
ี
ี
ี
ื
เล็กน้อยเรยกว่า “เลาป” ส่วนท่อนล่างมปลายบานเรยกว่า “ล าโพง” เมอน าทั้งสองท่อนมาสวมเข้า
่
ี
ิ
ี
ื
ู
่
ด้วยกันจะมรปร่างยาว และปลายบานคล้ายกับดอกล าโพง ท าด้วยไม้หรองาน เลาปเจาะรน้วและมรน้ว
ี
ู
ู
ิ
ึ
ู
่
ู
ี
ี
่
่
ค ้าอยู่ด้านหลังอก 1 ร ซงอยู่ระหว่างรท 1 กับรท 2 ทางด้านหน้า
ี
ู
ี
ื
ี
ิ
่
่
่
ึ
่
่
ี
็
ู
ทั้งน้ ปไฉนได้แบบอย่างมาจากเครองดนตรของอนเดย ซงเปนเครองเปาท าด้วยไม้และมร 7 ร ู
ื
ี
ี
ู
ี
่
่
ึ
ี
ี
่
่
เช่นกัน โดยไทยน าปไฉนใช้บรรเลงในกระบวนแห่ค่กับปชวา ซงจ่าปจะใช้เปาน ากลองชนะใน
่
กระบวน พยุหยาตรา
ี่
ปชวา
ี
ู
ี
่
ี
่
ี
ี
ี่
ี
ี่
็
เปนปทม 2 ท่อน เช่นเดยวกับปไฉน นอกจากน้ยังมรปร่างลักษณะทเหมอนกัน แต่มขนาด
ื
ี
่
ี
ี
ี
ึ
ยาวกว่า จงท าให้เสยงทเปาออกมาแตกต่างไปจากปไฉน
่
่
ี
็
ื
ื
่
่
ี
ไทยน าเอาปชวาซงถอเปนเครองดนตรของอนเดยอกชนดหนง เข้ามาใช้ชาวงระยะเวลาเดยวกัน
ึ
่
ี
ี
ิ
ึ
่
ิ
ี
ื
ี
กับกลองแขก คอสมัยอยุธยาตอนต้น โดยปชวาใช้บรรเลงค่กับกลองแขกในการราอาวุธ เช่น รากระบ ่ ี
่
ู

