Page 57 - นาวิกศาสตร์ สิงหาคม ๒๕๖๒
P. 57
ื
เส้อ-กางเกง : ชุดกะลาสีไม่เหมือนเคร่องแบบทหาร นอกจากนั้นเมื่อประจ�าสถานี กาง-เก็บใบ กะลาสี
ื
ี
ื
เหล่าทัพอ่นของชาติใดในโลก คือเป็นเส้อเน้อเดียวกัน เหล่าน้ก็จะต้องใช้วิชา “กายกรรม” โดยการกดส่วนหน้า
ื
ื
ี
ั
ท้งผืนไม่ผ่ากลางจึงไม่มีกระดุมด้านหน้า ส่วนกางเกง ท้องลงกับตัวพรวนขวาง พร้อมกับใช้ปลายเท้าเก่ยว
ั
ี
ี
ก็เช่นเดียวกันคือไม่มีเป้า ใช้การติดกระดุมท่ข้างเอว ยึดกับสวดสลิงท่ขึงใต้พรวน แล้วออกแรงท้งสองมือ
ั
ี
ิ
ั
ท้งสองด้านแทนและไม่มีเข็มขัด โดยของดั้งเดิมจะเป็นเชือก ดึงเก็บใบเรือขนาดใหญ่ท่ท้งหนักและไม่อยู่น่ง
ี
รดรอบเอวแบบเดยวกบกางเกงกฬา เหตผลทีชดเจนและ เพราะมีการสะบัดไปมาตามแรงลมตลอดเวลา ถ้า
ั
ี
ุ
ู
ั
่
�
�
�
ื
เข้าใจได้ก็คือ เพ่อความสะดวกและความปลอดภัยในการ ชุดกะลาสีมีเม็ดกระดุมกลางลาตัวก็จะทาให้ทางาน
ึ
ปฏิบัติงานบนเสาใบเรือ ซ่งกะลาสีทุกคนจะต้องไต่ข้น ไม่สะดวก และถ้าเกิดไปติดค้างอยู่กลางพรวน ก็จะเป็นการ
ึ
ั
ิ
ี
สู่สถานีของตนบนเสาใบด้วยบันไดเชือกถักท่ขึงระหว่าง เส่ยงอันตรายมากกว่าการปีนเสาในทางด่งเสียอีก ท้งหมด
ี
�
ี
ี
ี
ี
ี
เส้นลวดขนาดใหญ่หลายเส้นท่ยึดแน่นอยู่ระหว่าง ท่กล่าวมาน้คือเหตุผลสาคัญ และท่มาท่ไปของการท ่ ี
กราบเรือด้านโคนเสากับฐานของรังกายอดเสา ชุดกะลาสีไม่มีกระดุมหรือเป้าตรงกลาง
ี
ื
่
�
ึ
การไต่ข้นยอดเสาและการเคล่อนตัวทางข้าง มีมุขตลกเร่องหนงท่เป็นตานานอันเล่าขานสืบต่อ
ื
ึ
ี
ื
ึ
ไปสู่ปลายพรวนท้งสองด้านจะต้องผ่านอุปสรรคมากมาย กันมาถึงเหตุผลอีกแง่มุมหน่งของเร่องน้ คือว่า
ั
ั
ั
ื
ท้งข้อต่อ-ท่อทาง และกลุ่มเชือก-รอก ท่เคล่อนไหว แต่ด้งเดิมน้นกางเกงชุดกะลาสีของราชนาวีอังกฤษ
ั
ี
ั
ตลอดเวลา ถ้าชุดกะลาสีมีกระดุมเป็นแถวกลางลาตัว ก็มีเป้า และเปิด-ปิด ด้วยกระดุมเช่นเดียวกับกางเกงท่วไป
�
ื
ทั้งเส้อและกางเกง ก็จะเป็นการล่อแหลมอย่างมากที ่ แต่มีครั้งหนึ่งที่เจ้านายชั้นสูงฝ่ายใน (สตรี) ได้ลงมาเยี่ยม
ึ
�
ี
ี
หัวเข็มขัดหรือกระดุมแถวท่หน้าอกหรือเป้ากางเกงจะไป เรือรบลาหน่งท่จอดทอดสมออยู่นอกฝั่ง (เรือรบในสมัย
ั
็
ี
ื
่
ิ
ื
ั
้
ี
ขัดหรือเก่ยวติดกับอุปสรรคดังกล่าวและจะเป็นอันตรายได้ นนกคอเรอใบทตดปืนใหญ่หลายกระบอกซ้อนกนรอบ
�
�
ี
โดยเฉพาะในสภาพอากาศท่ทาให้เรือมีอาการโคลง ลาตัวเรือ) ขากลับทางเรือก็จัดเรือเล็กโดยใช้กะลาส ี
ไป - มาตลอดเวลา ท�าหน้าที่เป็นพลกระเชียงน�าเรือเข้าสู่ฝั่ง
ี
บังเอิญท่มีกะลาสีหนุ่มซุ่มซ่ามคนหน่ง รีบร้อนแต่ง
ึ
ี
ั
ี
ตวมาลงเรือเล็กโดยลืมติดกระดุมท่เป้ากางเกง ท่หนัก
ไปกว่าน้นก็คือวัฒนธรรมชาวเรือในสมัยน้นจะไม่นิยม
ั
ั
ั
ใส่กางเกงช้นในเวลาเรืออยู่ในทะเล (เพราะมันร้อนและ
�
้
ั
ู
่
ี
�
ข้เกียจซัก อีกท้งนาจืดก็มีจากัดด้วย) รปแบบการนง
ั
ั
้
ั
ี
่
ื
บนเรอกระเชียงกคอพลกระเชยงทงหมดนงคู่บนกระทง
็
ื
ไล่มาเป็นแถวจากหัวเรอหันหน้าเข้าหาผู้โดยสารท่จะนง ่ ั
ื
ี
ถัดออกมาโดยหันหน้าไปทางหัวเรือ (คือหันหน้าเข้าหากัน)
�
ี
ตาแหน่งหลังสุดก็คือนายท้ายเรือท่คอยบังคับหางเสือ
ตอนเร่มแรก ผู้โดยสารท่เป็นสตรีสูงศักด์ก็คงจะ
ี
ิ
ิ
เพลิดเพลินกับทัศนียภาพรอบด้าน แต่พอแล่นไปได้ครึ่งทาง
ี
สีหน้าของท่านก็เปล่ยนจากขาวผ่องเป็นสีชมพูและแดง
ั
ั
ื
เอกลักษณ์ของเส้อ-กางเกงชุดกะลาสีท่เหมือนกันท่วท้งโลก ข้นเป็นลาดับ เพราะเร่มสังเกตเห็นวัตถุแปลกปลอม
ี
�
ิ
ึ
ั
ั
ึ
ื
ก็คือไม่มีกระดุมด้านหน้าท้งเส้อและกางเกง อน่ง ของแท้และด้งเดิม
ี
ี
ก็ควรจะต้องหลวมไม่รัดรูป ท้งน้เพ่อความสะดวกในการถอด ลักษณะคล้ายด้ามกระเชียงท่จุดซ่อนเร้นของกะลาส ี
ั
ื
ั
�
้
ึ
�
�
ั
เวลาเกิดพลาดพล้ง ตกน้า-ตกทะเล หนุ่มซุ่มซ่ามผู้น้น มิหนาซามันยังโผล่ข้นมาแสดงคารวะ
นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๑๐๒ เล่มที่ ๘ ประจำ�เดือน สิงห�คม ๒๕๖๒ 9

