Page 24 - ปกิณกะสาระ บุญส่ง - ปริยา นิลแก้ว
P. 24
๑๘ จิปาถะสาระ
่
ความเชือความเข ้าใจที่ยึดถือหรือสืบทอดกันมาแต่เก่าก่อนว่า ชีวิตโดยเฉพาะ
ต
อย่างยิ่งของมนุษย์ จะ ้องมีทั้งสองส่วน คือร่างกายและวิญญาณ จึงจะมีชีวิต
่
่
อยู่ได ้ ถ ้าวิญญาณออกจากร่างและไม่กลับคืนเข ้าสู่ราง หรือกลับคืนสู่รางไม่
ได ้ คนๆน้นก็ต ้องตาย ต่อมาเมื่อวิทยาศาสตร์การแพทย์ก ้าวหน้าขึ้น บทบาท
ั
ั
ของวิญญาณต่อการมีชีวิตอยู่หรือไม่ของมนษย์ก็ลดน้อยลง จนกระทั่งถึงปจ-
ุ
จุบัน บทสรปที่ชัดเจนในเรื่องนี้ก็คือ วิญญาณไม่มีบทบาทส าคัญต่อการมีชีวิต
ุ
ุ
อยู่หรือไม่ของมนษย์เลย เพราะการมีชีวิตอยู่หรือไม่ของมนษย์คนหนึ่งขึ้นอยู่
ุ
กับการทางานของระบบต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองและหัวใจ
ตราบเท่าที่สมองและหัวใจยงทางานอยู่อย่างเป ็นวิทยาศาสตร์แล ้ว มนษย์คน
ั
ุ
ั
น้นก็ยงมีชีวิตอยู่
ั
อย่างไรก็ดี มีกรณีที่อาจไม่เกี่ยวกับวิญญาณและการมีชีวิตอยูหรือไม่
่
็
่
ุ
ของมนษย์คนหนึ่ง แต่นาจะเปนหลักฐานของเรื่องชาติภพโดยตรง คือกรณ ี
่
็
ของเด็กทีเชือกันว่าเปนคนบางคนกลับชาติมาเกิด เพราะเด็กจ าหรือบอกไ ้
่
ด
่
ว่า ชาติก่อนเปนใคร ชืออะไร อยู่ที่ไหน และจาเรื่องราวหรือสภาพแวดล ้อม
็
ภายในบ ้านที่ตนเคย มีชีวิตมาก่อน
็
ถ ้ากรณของเด็กระลึกชาติได ้นเปนจริง ทางวิทยาศาสตร์ก็ต ้องยอมรับ
ี้
ี
่
็
่
ว่า เรื่องของชาติภพเปนเรื่องจริง และวิญญาณก็นาจะต ้องมีจริง เพราะสือที่
ชัดเจนที่สุดส าหรับเรื่องของชาติภพก็คือวิญญาณ ประเด็นเรื่องนี้จึงอยู่ที่
็
่
่
ความนาเชือถือของกรณีเรื่องเด็กระลึกชาติได ้ เปนความจริงว่าทั่วโลกมีกรณ ี
เด็กระลึกชาติได ้มากมาย นบเปนหมื่นๆกรณี รวมทั้งในประเทศไทยของเรา
็
ั
่
ด ้วย แต่ทว่าเมื่อมีการตรวจสอบอย่างจริงจง พบว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่เรืองของ
ั
่
การระลึกชาติจริงๆ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมีบางกรณ ซึงเมือตรวจสอบอย่าง
ี
่
่
็
่
ละเอียดนาเชือถือได ้แล ้ว ไม่พบว่าเปนเรื่องหลอกลวง หรือเข ้าใจผิดกัน กรณี
ี
้
เช่นน ถึงแม ้จริงๆ แล ้ว จะมีอยู่ไม่มาก แต่ประเด็นใหญ่คือมีอยู่จริง และในเชิง
่
วิทยาศาสตร์ ความน่าเชือถือของเรื่องต่างๆ มิได ้ขึ้นอยู่กับจานวนหลักฐานที่มี
อยู่ เพราะถ ้ามีแม ้แต่เพียงหลักฐานเดียวทีเชือถือได ้อย่างแนชัดว่าจริง วิทยา-
่
่
่
ศาสตร์ก็ไม่ปฏิเสธ
บทสรุปรวบยอดเปรียบเทียบระหว่างก าเนิดชีวิตแบบพุทธศาสนากับ
วิทยาศาสตร์ ตามมุมมองของ รองศาสตราจารย์ ดร. ชัยวัฒน์ คือโดยทั่วไปมี
อยู่เฉพาะแบบที่ ๔ ของพุทธศาสนาคือก าเนิดชีวิตแบบโอปปาติกะ ซึงหลัก-
่
ุ
ั
ฐานข ้อมูลและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ มีแนวโน้มสู่ข ้อสรปว่าขดแย ้งกับทาง
็
พุทธศาสนา คือไม่มีจริงแต่ก็เปนเพียงแนวโน้ม เพราะก็ยังมีกรณีตัวอย่างของ
เด็กหรือคนระลึกชาติได ้ ซึงถึงแม้จะไม่มากเท่าที่ปรากกฏเปนข่าว แต่ก็ปฏิ-
่
็
่
ั
เสธไม่ได ้ ทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่ปฏิเสธคือต ้องยอมรบว่าจริง ซึงสอดคล ้องกับ
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ว่า วิทยาศาสตร์ไม่เคยหยุดนิ่ง ความร้ทางวิทยา-
ู
ต
ศาสตร์เปลี่ยนได ้เสมอ ถ ้ามีข ้อมูลหลักฐานหรือความคิดใหม่ที่ถูก ้องกว่า

