Page 172 - วิทยาศาสตร์ ม.ต้น
P. 172

164

             5.4. รังสีแกมมา g เกิดจากการเปลียนระดับพลงั งานของนิวเคลียส จะไม่มีการ
เปลียนแปลงเลขมวลและเลขอะตอมของนิวเคลียสทีแผร่ ังสีแกมมาออกมา

      ชนดิ และอนั ตรายจากกมั มนั ตภาพรังสี
          1. รังสีแกมมา มอี าํ นาจการทะลทุ ะลวงมากและสามารถทาํ ลายเนือเยอื ของร่างกายได้
          2. รังสีแอลฟาและรังสีเบตา้ เป็ นรังสีทีมีอนุภาคสามารถทาํ ลายเนือเยือได้ดี ถึงแมจ้ ะมี

อาํ นาจการทะลุทะลวงเท่ากบั รังสีแกมมา แต่ถา้ หากรังสีชนิดนีไปฝังบริเวณเนือเยอื ของร่างกายแลว้ ก็มี
อาํ นาจการทาํ ลายไม่แพร้ ังสีแกมมา

          3. รังสีเอ็กซ์ สามารถปล่อยประจุไฟฟ้ าแรงสูงในทีสุญญากาศ อนั ตรายอาจจะเกิดขึน
ถา้ หากรังสีเอกซร์ ัวไหลออกจากเครืองมือและออกสู่บรรยากาศ สมั ผสั กบั รังสีเอกซ์มากเกินไป เช่น
จากหลอดเอก็ ซเ์ รยก์ จ็ ะเกิดโรคผวิ หนงั ทีมือ มีลกั ษณะหยาบ ผวิ หนงั แหง้ มีลกั ษณะคลา้ ยหูด แหง้ และ
เลบ็ หกั ง่าย ถา้ สมั ผสั ไปนาน ๆ เขา้ กระดูกกจ็ ะถกู ทาํ ลาย

          4. รังสีทีสามารถมองเห็นและรังสีอลั ตราไวโอเลตหรือรังสีเหนือม่วง รังสีชนิดนีจะไม่
ทะลุ ทะลวงผา่ นชนั ใตผ้ วิ หนงั รังสีอลั ตราไวโอเลตจะมีอนั ตรายรุนแรงกว่ารังสีอินฟราเรด และจะทาํ
ให้ผิวหนังไหมเ้ กรียม และทาํ อนั ตรายต่อเลนส์ตา คนทัว ๆ ไปจะไดร้ ับรังสีอลั ตราไวโอเลตจาก
แสงอาทิตย์ ฉะนนั คนทีทาํ งานกลางแสงอาทิตยแ์ ผดกลา้ ติดต่อกนั เป็ นระยะเวลานาน โอกาสทีจะเป็ น
เนืองอกตามบริ เวณผิวหนังทีถูกแสงแดดในทีสุดก็จะกลายเป็ นเนือร้ายหรื อมะเร็ งได้ รังสี
อลั ตราไวโอเลตจะมีอนั ตรายต่อผวิ หนงั มากขึน ถา้ หากผวิ หนงั ของเราไปสมั ผสั กบั สารเคมีบางอย่าง
เช่น ครีโซล ซึงเป็นสารเคมที ีมคี วามไวต่อแสงอาทิตยม์ าก

เรืองที 2 สมบัตขิ องโลหะ อโลหะ และโลหะกึงอโลหะ

      ธาตโุ ลหะ (metal) จะเป็ นธาตุทีมีสถานะเป็ นของแข็ง (ยกเวน้ ปรอท ทีเป็ นของเหลว ) มีผิวทีมนั
วาว นาํ ความร้อน และไฟฟ้ าไดด้ ี มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง (ช่วงอณุ หภูมิระหว่างจุดหลอมเหลว
กบั จุดเดือดจะต่างกนั มาก) ไดแ้ ก่ โซเดียม (Na), เหล็ก (Fe) แคลเซียม (Ca) ปรอท (Hg) อะลมู ิเนียม
(Al) แมกนีเซียม (Mg) สงั กะสี (Zn) ดีบุก (Sn) ฯลฯ

      ธาตุอโลหะ มไี ดท้ งั สามสถานะ สมบตั ิส่วนใหญ่จะตรงขา้ มกบั โลหะ เช่น ผวิ ไม่มนั วาว ไมน่ าํ
ไฟฟ้ า ไมน่ าํ ความร้อน จุดเดือด และจุดหลอมเหลวตาํ เป็นตน้ ไดแ้ ก่ คาร์บอน( C ), ฟอสฟอรัส (P),
กาํ มะถนั (S) โบรมีน (Br), ออกซิเจน (O2) ไฮโดรเจน (H2), คลอรีน (Cl2) , ฟลอู อรีน (F2) เป็นตน้

      1. มที งั 3 สถานะ คือ
             ของแข็ง เช่น คาร์บอน ( C ) กาํ มะถนั (S )
             ของเหลว เช่น โบรมนี ( )
             กา๊ ช เช่น ไฮโดรเจน ( ) ออกซิเจน ( )
   167   168   169   170   171   172   173   174   175   176   177