Page 27 - การวิจัยด้านวนวัฒน์
P. 27

ื
                                                                                    ่
                                                                                      ู
                     2. ไผซางหมน (Dendrocalamus sericeus) พบมากในภาคเหนอ อยในทีสงจากระดบนาทะเล
                                                                                
                                                                                ู
                                                                                              ั
                                                                                                 ํ
                                                                                                 ้
            อากาศเย็นและชืนพอสมควร รวมถึงภาคตะวันตกตามเทือกเขาตางๆ ขึนปะปนกบไมอืนๆ ไดทั้งริมหวย
                                                                                              
                                                                                        ่
                                                                           ้
                           ้
                                                                                   ั
                                                      ํ
                      ํ
                           
                                ู
                                                         
                                                                                     
                                                                                     ู
                                                                                                ี
                                                             ี
                                                                            ี
                                                                                 ั
                 ่
            และทีราบ ลาใหญตรง สงประมาณ 15 – 20 เมตร ลาตนมีสเขียวหมน มีแปงสขาวจบอย พอแกจะมีสเขียวเขม
                                                       
                                                                     ื้
                                                                                         
            แกมากๆ จะมีสีเหลืองสม และดางขาวๆ ตดลําตน ปลองสั้น เนอหนาโดยเฉพาะโคนตน ปลองสั้นมาก
                                                  ิ
                                            ี
                                                     
                     ้
            กาบใบสนาตาลออน  คายสขาว  ใบมีสเขียวสดคลายใบไผตง กวาง 17 - 25 มิลลเมตร  ยาว 12 – 40 เซนตเมตร
                                                                                                   ิ
                                                                              ิ
                     ํ
                   ี
                                   ี
                                                             
            มีขนทั้งสองดานของใบ ดอกมีสีขาวอมเหลือง มีเมล็ดแตสวนใหญเปนเมล็ดลีบ เกบเมล็ดมาเพาะไดยาก
                                                                                   ็
            เหมือนเมลดไผตง มีกงกานบริเวณโคนขึ้นไปประมาณ 2 – 3 เมตร แตพอนานไป กจะทิงกิงกาน จะมีกิงกาน
                                                                       
                                                                                        ่
                                                                                     ้
                               ิ่
                                                                                 ็
                                                                                                  ่
                      ็
            บริเวณปลายยอด หนอในดินสีขาวรสชาติดีหนอพนดินสีออกสมแดงแซมเขียว (ภาพที 4)
                                                                                       ่
                                                                              ่
                                                                      ้
                                                                               ู
                                            ั
                                                                                         ํ
                                                         ่
                                        ี
                     การใชประโยชนเชนเดยวกบไผซางชนิดอืนๆ แตเพราะขึนอยูในทีสงๆ และมีจานวนไมมากพอ
                                                                                              ํ
                                                                                                ํ
                                                                                    
                  ั
            ถึงระดบทีเรียกวามีประโยชนทางเศรษฐกิจโดยตรง ประโยชนทางออมคือเปนแหลงรักษาตนน้าลาธารไว
                     ่
            ในปจจุบันไดมีเกษตรกรหลายทานเลงเห็นถึงประโยชนมากมายของไผซางหมน จึงทําการปลกสรางสวนไผ
                                            ็
                                                                                               
                       
                                                                                           ู
                                                          
            โดยมีวัตถประสงคเพอผลิตลําไมไผสําหรบการผลตเฟอรนิเจอรคุณภาพสง (ภาพที 5) นอกจากนั้นยังได 
                               ื่
                                                        ิ
                                                                            ู
                     ุ
                                                                                    ่
                                                ั
               
                    ่
            หนอไมทีมีคุณภาพดีและราคาสูงเปนผลพลอยไดอีกดวย


                                          ํ
                        ั
                                    
            ภาพที่ 4.  ลกษณะกอ หนอและลาของไผซางหมน

                                         
                                                  
            ภาพที่ 5.  ลกษณะลาและการใชประโยชนของไผซางหมน
                        ั
                               ํ
                                                        20
   22   23   24   25   26   27   28   29   30   31   32