Page 5 - พระราชประวัติ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
P. 5
ทรงท าพระราชไมตรีกับพอขุนเม็งรายมหาราชแห่งล้านนาและพอขุนง าเมืองแห่งพะเยา โดยทรง
่
่
่
ยินยอมให้พอขุนเม็งรายมหาราชขยายอาณาเขตล้านนาทางแม่น้ ากก แม่น้ าปิง และแม่น้ าวังได้อย่างสะดวก
เพอให้เป็นกันชนระหว่างจีนกับสุโขทัยกับทั้งยังได้เสด็จไปทรงช่วยเหลือพอขุนเม็งรายมหาราชหาชัยภูมิสร้าง
ื่
่
เมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1839 ด้วย ด้วยเหตุนี้พ่อขุนรามค าแหงจึงต้องด าเนินวิเทโศบายในการแผ่อาณาจักร
อย่างแยบยล และสุขุมที่สุดเพอหลีกเลี่ยงการฆ่าฟนระหว่างคนไทยด้วยกันเอง คือแทนที่จะขยายอาณาเขตไป
ั
ื่
ทางเหนือ หรือตะวันออกซึ่งมีคนตั้งหลักแหล่งอยู่มาก พระองค์กลับทรงตัดสินพระทัยขยายอาณาเขตลงไปทาง
ั
ื่
ใต้อนเป็นดินแดนของขอม และทางทิศตะวันตกอนเป็นดินแดนของมอญ เพอให้คนไทยในแคว้นลานนาได้
ั
ประจักษ์ในบุญญาธิการ และได้เห็นความแขงแกร่งของกองทัพไทยแห่งอาณาจักรสุโขทัยเสียก่อน แล้วไทยใน
็
แคว้นล้านนาก็อาจจะมารวมเข้าด้วยต่อภายหลังได้โดยไม่ยาก
่
แต่แม้จะได้ตกลงพระทัย ดังนั้น พอขุนรามค าแหงก็ยังคงทรงวิตกอยู่ในข้อที่ว่าถ้าแม้ว่าพระองค์
กรีฑาทัพขยายอาณาเขตลงไปสู้รบกับพวกขอมทางใต้แล้วพระองค์อาจจะถูกศัตรูรุกรานลงมาจากทางเหนือก็
ได้ บังเอิญในปี พ.ศ. 1829 กษัตริย์ในราชวงศ์หงวนได้ส่งทูตเข้ามาขอท าไมตรีกับไทย พระองค์จึงยอมรับเป็น
ไมตรีกับจีน เพอป้องกันมิให้กองทัพจีนยกมารุกรานเมื่อพระองค์ยกทัพไปรบเขมร พร้อมกันนั้นก็ได้ทรง
ื่
ั
พยายามสร้างความสนิทสนมกบไทยลานนาเช่นได้เสด็จด้วยพระองค์เองไปช่วยพระยาเม็งราย สร้างราชธานีที่
นครเชียงใหม่เป็นต้น แหละเมื่อเห็นว่าสัมพนธไมตรีทางเหนือมั่นคงแล้ว พระองค์จึงได้เริ่มขยายอาณาจักร
ั
สุโขทัยลงไปทางใต้ตามล าดับ คือ ใน พ.ศ. 1823 ทรงตีได้เมืองนครศรีธรรมราช และเมืองต่างๆ ในแหลมลายู
ตลอดรวมไปถึงเมืองยะโฮร์และเกาะสิงคโปร์ในปัจจุบันนี้
ใน พ.ศ. 1842 ตีได้ประเทศเขมร (กัมพูชา)
มะกะโท พระเจ้าฟ้ารั่ว

