Page 28 - การศึกษาศักยภาพการผลิต การตลาดของสหกรณ์การเกษตร เพื่อนำไปสู่การผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการรองรับประชาคมเศรษบกิจอาเซียน
P. 28
17
2.2.2 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพ โดยวิธีการ Data Envelopment Analysis (DEA)
การวัดประสิทธิภาพถือได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส าคัญที่น ามาใช้ในการพจารณาถึงผลการด าเนินงาน
ิ
ของหน่วยผลิตและค่าประสิทธิภาพที่ได้จากการประเมินก็สามารถน ามาใช้ในการเปรียบเทียบระหว่างหน่วย
ื่
ผลิตได้เพอใช้ประกอบการพจารณาถึงระดับความสามารถในการด าเนินงานของหน่วยผลิตโดยทั่วไปแล้ว
ิ
ประสิทธิภาพของหน่วยผลิตสามารถประเมินได้ ดังนี้
efficiency = output
input
วิธีการวัดประสิทธิภาพที่นิยมน ามาใช้ในการวัดผลการด าเนินงานก็คือการวัดประสิทธิภาพเชิง
เปรียบเทียบซึ่งเป็นการเปรียบเทียบค่าประสิทธิภาพที่ค านวณได้ในแต่ละหน่วยผลิตกับค่ามาตรฐาน
(benchmark) ซึ่งในการเปรียบเทียบระหว่างหน่วยผลิตนั้นค่ามาตรฐานก็คือค่าที่ได้จากหน่วยผลิตที่ดีที่สุด
(best practice) เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยผลิตที่ก าลังศึกษาทั้งหมดหรืออาจกล่าวได้ว่าหน่วยผลิตนั้นเป็น
หน่วยผลิตที่อยู่ในระดับแนวหน้า (frontier) ส่วนหน่วยผลิตอนๆจะมีศักยภาพหรือประสิทธิภาพที่ต่ ากว่า
ื่
(inefficiency) โดยทั่วไปแล้วการวัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบของหน่วยผลิตสามารถประเมินได้ ดังนี้
relative efficiency = weighted sum of outputs
weighted sum of inputs
สามารถเขียนเป็นสมการคณิตศาสตร์ได้ดังนี้
∑
relative efficiency = ; i = 1, …, m, r = 1, …, s, j = 1, …, n
∑
โดยที่ x คือ จ านวนของปัจจัยน าเข้าที่iของหน่วยผลิต j
ij
y คือ จ านวนของผลผลิตที่ r ของหน่วยผลิต j
rj
μ คือ ตัวถ่วงน้ าหนักของผลผลิต r
r
ω คือ ตัวถ่วงน้ าหนักของปัจจัยน าเข้า i
i
n คือ จ านวนของหน่วยผลิต
s คือ จ านวนของผลผลิต
m คือ จ านวนของปัจจัยน าเข้า
แนวคิดที่มีการใช้กันอย่างกว้างขวางในการวัดประสิทธิภาพเชิงเปรียบเทียบ ก็คือ แนวคิดของ M.J.
Farrell (1957) ที่อาศัยหลักการของ Frontier Analysis ในการวัดประสิทธิภาพของหน่วยผลิต แนวคิด
ั
ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นให้กับนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้คิดและพฒนาวิธีการและแบบจ าลองขึ้นมาเพอวัด
ื่
ประสิทธิภาพ เช่น Data Envelopment Analysis (DEA), Stochastic Frontier Approach (SFA), Thick
Frontier Approach (TFA) และ Distribution Free Approach (DFA) เป็นต้น

