Page 328 - Occupational health and safety
P. 328
297
การปฏิบัติการที่ 6
การตรวจวัดการได้ยิน
1. แนวคิดการตรวจวัดการได้ยิน
เป็นการตรวจเพอเฝ้าระวังการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังโดยการวัดความสามารถในการได้
ื่
ยินของหูทั้ง 2 ข้าง การตรวจวัดการได้ยินจะมี 2 แบบ คือ การตรวจวัดการน าเสียงผ่านกระดูก (Bone
conduction) และ การตรวจวัดการน าเสียงผ่านทางอากาศ (Air conduction)
การตรวจวัดการน าเสียงผ่านกระดูก (Bone conduction) สามารถตรวจได้โดยใช้ส้อมเสียง
(Tuning-Fork) และ การตรวจวัดการน าเสียงผ่านทางอากาศ (Air conduction) โดยการใช้เครื่องวัด
สมรรถภาพการได้ยิน (Audiometer)
1.1 การตรวจการไดยินโดยใช้ส้อมเสียง (Tuning-Fork) (Steven D. Rauch, 2008)
ส้อมเสียง (tuning fork) เป็นอุปกรณ์ที่ท าจากเหล็กหรืออลูมิเนียมเพอใช้ในการตรวจการ
ื่
ได้ยินอย่างง่าย โดยผู้ตรวจจะเคาะส้อมเสียงกับบริเวณที่แข็งและยืดหยุ่นได้ เช่น ฝามือ ข้อศอก หรือ
หัวเข่าของตนเองเพื่อให้มีการสั่นสะเทือนของส้อมเสียง โดยเสียงที่ใช้ในการตรวจอยู่ที่ 512 เฮรตซ์ ซึ่ง
ิ
เป็นการตรวจด้วยเสียงความถเดียว จึงใช้เป็นการตรวจการได้ยินแบบคัดกรอง (screening test) มี 2
ี่
วิธี ดังภาพที่ 14.1 คือ
ื่
1.1.1 การทดสอบวีเบอร์ (Weber test) เป็นการตรวจเพอวินิจฉัยอาการในผู้ที่มีปัญหา
การได้ยินแบบการน าเสียงบกพร่อง กับผู้ที่มีปัญหาการได้ยินแบบประสาทรับเสียงบกพร่องโดยผู้นั้น
ต้องมีปัญหาเพียงหูข้างเดียว โดยการเคาะสอมเสียงแลววางที่แนวกลางของศีรษะ
ื่
1.1.2 การทดสอบรินเน (Rinne test) เป็นการตรวจโดยให้ฟังเสียง เพอเปรียบเทียบการ
ได้ยินเสียงผ่านทางอากาศ (air conduction) และการได้ยินผ่านทางกระดูก (bone conduction) ใน
หูเดียวกัน โดยวางส้อมเสียงไวที่หน้าใบหูและหลังใบหูบริเวณกระดูก Mastoid
1.2 การตรวจการไดยินโดยใช้เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน (audiometer) (ส านักโรคจาก
การประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2547; ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2560;
มูลนิธิสัมมาอาชีวะ, 2561)
เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน (audiometer) จะปล่อยเสียงบริสุทธิ์ (pure tone) ให้ผู้รับ
การตรวจฟังเสียงผ่านหูฟังเพื่อหาระดับความดังเสียงต่ า ๆ สุดที่เริ่มได้ยิน (Hearing threshold level)
ในแต่ละความถตั้งแต่ 500-8000 เฮิรตซ์ ของหูแต่ละขาง โดยเป็นการวัดเฉพาะการน าเสียงทางอากาศ
้
ี่
(air conduction)

