Page 22 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 22
14
เป็นคนหูตึง นี่แสดงว่าต้องหูตึงแบบสุดๆ จึงตระโกนกลับไปด้วยเสียงอันดัง หลวงพ่อ “สบายดี แล้วท่าน
เป็นอย่างไรบ้าง?” …พระต่างถิ่นกล่าว “สบายดี” หลวงพ่อ “งั้นก็ดีแล้ว ขอให้เจริญในธรรม” หลวงพ่อคุย
ี
นานเข้าหลวงพ่อชักเหนื่อย จึงพูดขึ้นเบาๆว่า “น่าเสยดายความรู้ก็ดี พรรษาก็มาก แต่กลับหูตึง” พระต่าง
ถิ่นได้ยิน “ผมไม่ได้หูตึง ท่านนั้นแหละหูตึง” หลวงพ่อรู้ทันทีว่าโดนเณรแกล้งเข้าแล้วจึงพูดว่า “ช่างเถอะ”
…พระต่างถิ่นก็เลยงง!!
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การที่เราทำอะไรแล้ว เราชอบเราสนุก…แต่คนอื่นเดือดร้อน ไม่ควรทำเป็นอยางยิ่ง
่
เศรษฐีกับยาจก
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายสองคนเป็นเพื่อนกัน ชายคนแรกมีชีวิตอยู่เพียงลำพังไม่มีครอบครัว
หรือญาติพี่น้อง แต่เขามีทรัพย์สมบัติ มีฐานะร่ำรวย… แต่ชายคนที่สองมีครอบครัวแต่ฐานะยากจน อยู่มา
วันหนึ่งชายคนแรกบอกกับชายคนที่สองว่า “ถึงเจ้าจะมีภรรยามีลูกแล้ว แต่ข้าก็ไม่เคยนึกอิจฉาเจ้าเลย
เพราะว่าเจ้ายากจน ข้าแม้จะอยู่เพียงลำพังแต่ฐานะร่ำรวยกว่าเจ้า “ชายคนที่สองกลับบอกว่า “แม้เจ้าจะมี
ฐานะร่ำรวย มีทรัพยสินเงินทองมาก แต่ข้าก็ไม่นึกอิจฉาเจ้าเหมือนกัน เพราะข้ามีภรรยา มีลูก ข้ามีข้าวกิน
์
มีลูกหลานคอยปรนนิบัติดูแลข้าอย่างใกล้ชิด… แต่เจ้าต้องอยู่โดดเดี่ยวและทำงานเองทุกอย่าง ไม่มีคน
่
ช่วย” ชายคนแรกก็แงอีกว่า “แต่บ้านข้ามีทุกอย่างที่บ้านเจ้าไม่มี” ดังนั้นเมื่อต่างคนต่างก็เห็นวาตัวเองมี
้
ชีวิตที่สุขสบายกว่า ชายคนที่สองจึงออกความเห็นว่าให้เปลี่ยนกันไปกินข้าวบานละมื้อ โดยไปกินข้าวที่
บ้านของคนแรกก่อน พอไปถึงบ้านของชายคนแรกพบว่าภายในบ้านมีทรัพย์สมบัติทุกอย่างครบถ้วน แต่
เขาไม่มีคนช่วยงานบ้านเลย ต้องทำงานทำอาหารเองทุกอย่าง เขาจึงต้องเหนื่อยเพียงคนเดียว ต่อมา
วันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนไปกิน ข้าวที่บ้านของชายคนที่สองต่อ ชายคนแรกจึงพบว่าชายคนที่สองแทบจะไม่ได้ทำ
อะไรเลย เขาเพียงแต่นั่งอยู่เฉยๆพูดเคยกับเขาบ้าง พูดกับลูกหลานบ้างอย่างมีความสุข ลูกๆของเขาเป็น
คนจัดการทุกอย่าง กวาดบ้าน เลี้ยงสัตว์ ทำอาหาร พอถึงเวลากินข้าว ลูกๆก็เข้ามาอุ้มชายคนที่สองและ
ภรรยาไปกินข้าว พอกินได้สักช่วงชายคนที่สองก็บ่นว่าหนาว อยากไปกินข้าวข้างนอก ลูกๆจึงยกสำรับ
กับข้าวไปไว้หน้าบ้าน และอุ้มพ่อแม่ไปด้วยต่างคนต่างช่วยกัน โดยไม่เกี่ยงกันแต่พอกินได้สักพักก็บ่นว่า
ร้อนอีกลูกๆก็ช่วยกันเคลื่อนย้าย เข้าไปในบานอีก… หลังจากกินข้าวเสร็จชายคนที่สองจึงถามชายคนแรก
้
ว่า “เจ้ารู้หรือยังว่าใครสุขสบายที่สุด เพราะข้าไม่ต้องทำอะไรเลย…มีคนช่วยเหลือข้าทุกอย่างไม่ว่าข้าจะ
ิ
ี
เคลื่อนไหวไปทางใดข้าเปรยบเสมือน… กษัตริย์ที่มีบรวารให้รับใช้มากมาย… ในขณะที่เจ้ามีเงินทองแต่ไม่มี
ความสุขเลย เพราะเจ้าต้องเหนื่อยไม่มีบริวารให้รับใช้เหมือนข้า ข้าจึงไม่อิจฉาเจ้าเลย”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การอยู่เพียงลำพังไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้อง ทำให้ลำบาก เหนื่อยต้องทำเอง ถ้า
ไม่ทำก็ไม่มีกิน แต่ถ้ามีครอบครัวดีก็เหมือนกษัตริย์ มีลูกหลานคอยดูแลอย่างใกล้ชิดแทบไม่ต้องทำอะไรเลย
ลูกเนรคุณ
มียายแก่ คนหนึ่งอยู่กินกับลูกชายและลูกสะใภ้..แก่มากแล้วทำอะไรก็ไม่ค่อยได้…ลูกสะใภ้จึงไม่
ชอบเที่ยวด่าว่าแม่ยายอย่างนั้นอย่างนี้…ในตอนที่รับประทานข้าวก็จะเอาน้ำที่อยู่ในบ่อใส่น้ำแกง ทำให้น้ำ
แกงจืดรับประทานไม่ได้ บางครั้งแกงเผ็ดจนเกินไป…แต่ตอนที่ทำให้สามีรับประทานก็จะทำอาหารดี ๆ พอ
ถึงเวลาลูกชายกลับมาบ้าน…แม่ก็บอกลูกชายว่าสะใภ้ทำแกงรับประทานไม่ได้…บางครั้งเผ็ด บางครั้งเค็ม
บางครั้งจืด …ข้างฝ่ายลูกเห็นว่าแม่พูดเรื่อย ๆ ก็หาว่าแม่แก่ปากเปียก เพราะแกงที่เมียทำไว้ให้สามีนั้น
อร่อยดี…ลูกชายก็โกรธจึงชวนกันสองคนสามีภรรยา เอาแม่ห่อเสื่อไว้ว่าจะพาไปเผาในป่าช้า พอถึงป่าช้าก็
ลืมไม้ขีดไฟและก็ใกล้ค่ำแล้วด้วย…ฝ่ายสามีก็ใช้ภรรยาไปเอาไม้ขีดที่บ้าน ภรรยาก็ไม่กล้าไป สามีจะมาเอา

