Page 37 - วิจัยในชั้นเรียน.พละ.ม.3-วอลเลย์บอล-RD1
P. 37

- 32 -



                                                                           ื่
                      อรวรรณ สัมฤทธิ์ (2561) การศึกษาวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพอศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการใช้สื่อการสอน
               ตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนประถมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ครูผู้ปฏิบัติิหน้าที่สอนในโรงเรียน

               จำนวน 286 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบตรวจรายการและแบบมาตราส่วนประมาณค่าสถิติที่ใช้ใน
               การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ระดับ ปัจจัยและการใช้สื่อการสอน

               ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้สื่อการสอนตามความคิดเห็นของครูอยู่ในระดับ ปานกลางและเมื่อ
               พิจารณาแต่ละปัจจัย พบว่าปัจจัยด้านตัวครูและปัจจัยด้านผู้เรียนเป็นปัจจัย ที่มีผลต่อการใช้สื่อการสอนตามความ
               คิดเห็นของครูอยู่ในระดับมาก ส่วนปัจจัยด้านการสนับสนุนส่งเสริมจากโรงเรียน เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการใช้สื่อการ

               สอนตามความคิดเห็นของครูอยู่ในระดับปานกลาง 2) ระดับการใช้สื่อการสอนของครูมีสภาพการปฏิบัติโดยรวมอยู่
               ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายขั้นตอนพบว่าสภาพการปฏิบัติทุกขั้นตอนอยู่ในระดับมาก


                      งานวิจัยในต่างประเทศ

                      โพลิทเซอร์ (Politzer 2014 : 54-68) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ภาษาและความสัมพันธ์ ของพฤติกรรม

               การเรียนรู้ภาษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาของนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในระดับ
               มหาวิทยาลัย พบว่าสาขาวิชาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเรียนภาษา แบบเข้มของนักศึกษา ซึ่งมีความแตกต่าง

               กันระหว่างนักศึกษาที่เรียนสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์กับสาขาธุรกิจสังคมและการศึกษา ต่อมา
               โพลิทเซอร์ ( Politzer 2014 : 67-68) ได้ศึกษาในทำนองเดียวกัน พบว่าสาขาวิชาเอกของนักศึกษามหาวิทยาลัยมี
               อิทธิพลต่อการเลือกใช้ กลวิธีการเรียนภาษาที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาสาขาวิชาเอกมนุษยศาสตร์ สังคม

               วิทยาและ สาขาการศึกษาสามารถใช้กลวิธีการเรียนได้ดีกว่านักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาเอก
               คณิตศาสตร์และคณิตศาสตร์


                      โอมอลลี่และคณะ (O’Malley and others 2016 : 32-41) ศึกษาการประยุกต์ใช้กลวิธีการเรียน
               ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง จำนวน 70 คนและครูสอน

               ภาษาอังกฤษจำนวน 22 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณและบันทึกเสียง แบบสัมภาษณ์ประกอบด้วยคำถามต่างๆ
                                                              ์
               ที่ให้นักเรียนอธิบายประเภทของกลวิธีการเรียนภาษาอังกฤษใน การพูด การออกเสียงคำศัพท์ การปฏิบัติตามคำสั่ง
               การใช้ภาษานอกชั้นเรียนและการฟัง นอกจากนี้ผู้วิจัยได้สังเกตการเรียนการสอนในชั้นเรียนและสัมภาษณ์ครูผู้สอน

               แต่ละคนว่าได้สอน กลวิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนหรือสังเกตการณ์การใช้กลวิธีการเรียนของนักเรียน
               หรือไม่ ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนใช้กลวิธีการเรียนภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำและปานกลาง และนักเรียนมักใช้

               กลวิธีการเรียนภาษากับการเรียนแบบจุลภาษา (Discrete tasks) ซึ่งเป็น การเรียนรู้คำศัพท์ การฟัง การออกเสียง
               และการเรียนไวยากรณ์เฉพาะเรื่องมากกว่าการเรียนแบบ ทักษะสัมพันธ์ (integrative tasks) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ

               ขณะที่เรียนในชั้นเรียนนักเรียนมีโอกาสได้ ฝึกกิจกรรมทางภาษาน้อยมาก นอกจากนี้ยังพบว่าครูส่วนใหญ่ไม่มี
               ความรู้เรื่องกลวิธีการเรียน ภาษา ไม่เคยแนะน ากลวิธีการเรียนให้นักเรียนในขณะที่สอนและไม่เคยสังเกตการใช้

               กลวิธี การเรียนของนักเรียน

                      กิลเลตต์ (Gillette 2017 : 268-278) ศึกษาวิธีการเรียนรู้และแรงจูงใจในการเรียนของผู้ที่ประสบ

               ผลสำเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศ 2 คน เป็นการศึกษาเฉพาะกรณี โดยใช้วิธีการที่ ให้ผู้เรียนทั้ง 2 คน
               พิจารณาการเรียนของตนเอง การสังเกตการณ์การเรียนในชั้นเรียน การสัมภาษณ์ แบบสอบถามวัดทัศนคติและ
   32   33   34   35   36   37   38   39   40   41   42