Page 212 - แผนการจัดการเรียนการสอนวิทย์พื้นฐาน ม.2
P. 212
210
(2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนวค าถาม เช่น
ี่
– ในขณะทออกแรงดงถุงทรายในทศทางเดยวกัน ถุงทรายเคลอนทไปในทศทางใด (แนวคาตอบ ถุงทราย
ึ
ื่
ี่
ิ
ิ
ี
เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับแรงดึงถุงทราย)
ิ
ั
ั่
ี่
้
ี
– ลกษณะการเคลื่อนทของถุงทรายเมื่อใชเครื่องชงสปริง 2 อัน ดงถุงทรายในทศทางเดยวกันและในทศทาง
ึ
ิ
้
ั่
ตรงกันข้ามแตกตางกันหรือไม่ อย่างไร (แนวคาตอบ แตกตางกัน โดยเมื่อใชเครื่องชงสปริง 2 อัน ดงถุงทรายในทศทาง
่
ิ
่
ึ
ึ
ี่
ิ
ื่
ี่
ี
ึ
ิ
่
เดยวกัน ถุงทรายจะเคลอนทตามทศทางของแรงทดง แตเมื่อใช้เครื่องชงสปริง 2 อัน ดงถุงทรายในทศทางตรงกันข้าม ถุง
ั่
ทรายจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับแรงดึงที่มากกว่า แต่ถ้าแรงดึงทั้ง 2 แรงมีค่าเท่ากัน ถุงทรายจะหยุดนิ่ง)
ั้
ั่
่
้
ึ
– เมื่อใชเครื่องชงสปริง 2 อัน ดงถุงทรายจนหยุดนิ่ง ผลรวมของแรงทง 2 แรงมีขนาดเทาใด (แนวคาตอบ
ผลรวมของแรงทั้ง 2 แรงมีขนาดเท่ากับศูนย์)
(3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัตกิจกรรม โดยครูเน้นให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อมีแรงหลายๆ แรงมา
ิ
ั
่
กระทาตอวัตถุ แลวแรงลพธ์ทกระทาตอวัตถุมีคาเป็นศนย์หรือผลรวมของแรงทกระทาตอวัตถุเป็นศนย์ วัตถุจะไม่เปลยน
ี่
ี่
ี่
่
ู
่
้
ู
่
ี่
สภาพการเคลื่อนที่ แต่ถ้าแรงลัพธ์ที่กระทาต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์หรือผลรวมของแรงทกระท าต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ วัตถุจะเปลี่ยน
สภาพการเคลื่อนท ี่
4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
ั
ี่
ี่
ั
ื่
ี่
(1) ครูอธิบายเพิ่มเตมเกี่ยวกับแรงลพธ์กับการเปลยนสภาพการเคลอนทของวัตถุที่ก าลงเคลอนทดวยความเร็วคง
ิ
้
ื่
ั
ั
ิ
่
่
ตว ให้นักเรียนเข้าใจว่า วัตถุเคลอนทดวยความเร็วคงตว ถ้ามีแรงมากระทาตอวัตถุนั้นแลววัตถุยังคงมีความเร็วเทาเดม
้
ี่
ื่
้
่
ั
แสดงว่าแรงลพธ์ที่เกิดขึ้นมีคาเป็นศูนย์ เพราะแรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่สามารถเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุได นอกจากนี้
้
ื่
ิ
ถ้าแรงลัพธ์ที่กระทาต่อวัตถุไม่เป็นศูนย์ วัตถนั้นจะเปลี่ยนสภาพการเคลอนที่ โดยอาจเคลอนที่เร็วขึ้น ช้าลง หรือเปลี่ยนทศ
ื่
ุ
ทางการเคลื่อนที่ได ้
(2) ครูอธิบายเรื่องน่ารู้ เรื่องการรวมเวกเตอร์แบบหางต่อหัว ให้นักเรียนเขาใจว่า แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ ดังนั้น
้
้
การรวมแรงต้องพิจารณาทั้งขนาดและทศทางของแรงเหล่านั้นดวย การหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ของแรงหลายแรง
ิ
่
ที่กระทาต่อวัตถุทไดรับความนิยม คือ การรวมเวกเตอร์แบบหางตอหัว (tail to head method) ทาได้โดยการเขียนแทน
้
ี่
ด้วยลูกศรและให้ความยาวของลูกศรแทนขนาดของเวกเตอร์และให้หัวลูกศรแทนทิศทางของเวกเตอร์ แล้วน าหางเวกเตอร์
หนึ่งมาต่อกับหัวของอีกเวกเตอร์หนึ่ง และหาเวกเตอร์ลัพธ์โดยลากเส้นจากหางเวกเตอร์แรกไปยังหัวเวกเตอร์สุดท้าย
ั
(3) ครูเชอมโยงความรู้เข้ากับบูรณาการอาเซียน โดยครูอธิบายเกี่ยวกับกีฬาชกเย่อ ให้นักเรียนเข้าใจว่า ชกเย่อ
ื่
ั
ี่
(tug-of-war) เป็นการละเลนของไทยซึ่งเป็นทนิยมตามเทศกาลหรือประเพณตางๆ และยังเป็นการละเลนทนิยมของชาว
่
ี
่
่
ี่
ิ
่
เวียดนามอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันชักเย่อไดพัฒนาเป็นการแขงขันในระดบนานาชาต มีกติกาที่แน่นอน มีการจัดแข่งขันในทวีป
ั
้
เอเชีย และในระดับโลกแล้ว
่
็
ชักเยอเปนตัวอย่างทดในการศึกษาเรื่องแรงดึงและการรวมแรงทกระทาตอวัตถุในแนวขนาน ซึ่งมีวิธีเลน คอ การ
ี่
ื
่
ี่
่
ี
ี
ื
ั
ู้
ี่
ื
ี่
น าเชอกเส้นใหญ่ทมีความแข็งแรงพอทจะทานก าลงของผเลนทั้ง 2 ฝาย ผกเชอกสหรือทาสีตรงกลางความยาวเชอก แลว
ู
ื
่
้
่
่
่
ั้
ั้
ั
่
ี
ี
้
ั้
ื
วางเชือกให้บริเวณที่ผกเชอกสหรือทาสอยู่ตรงเสนแบ่งเขตของทง 2 ฝาย จากนั้นให้ผเลนทง 2 ฝายจบสลากหรือไม้สนไม้
ู้
ู
ู้
้
้
ื
ยาวว่าใครจะอยู่ดานไหน เมื่อจับสลากแลวผเล่นจะไปยืนประจ าข้างที่เชอกวาง กะระยะให้ห่างกันโดยไม่ชนกันขณะที่เอน
ู้
่
้
ี
้
ื
ั
ู
ั
ตัวดึงเชือก เมื่อวางระยะดแลว ผเลนจะดงเชอกสงประมาณเอว ผู้ตดสินจะไปยืนตรงเส้นเขตกลาง (ซึ่งถือเป็นเสนชยด้วย)
ึ
เมื่อผตดสนให้สญญาณ ทง 2 ฝายจะออกแรงดงเชอกเพื่อให้อีกฝายหนึ่งเคลอนทไปในทศทางของตน แตละฝายมีผให้
ู้
ั
ู้
ั
ิ
่
ื
ื่
ี่
ิ
ึ
ั้
่
่
่
สัญญาณเพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียงกัน ผู้ที่อยู่ต้นเชือกและหางเชือกจะเป็นคนที่สาคัญมาก ยิ่งในระหว่างที่ดงเชือกนั้น ถ้า
ึ

