Page 152 - คู่มือส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมลูกเสือทักษะชีวิตในสถานศึกษา ประเภทลูกเสือสามัญ หลักสูตรลูกเสือเอก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
P. 152

ใบความร  ู ๎          3. บริเวณที่อยูํระหวํางต๎นไม๎ล๎อมรอบ เชํน ต๎นไผํที่มีทิศทางเข๎าออกเฉพาะ สามารถปัดกวาด

 การท าที่พักส าหรับพักแรม   ตบแตํงดัดแปลงเป็นที่พักได๎
                       4. บริเวณเพิงพักหรือถ้ําที่อากาศถํายเทได๎สะดวก ดัดแปลงเป็นที่พักกันแดด กันลม กันฝน และ

 1. การท าที่พักแรมชั่วคราว  ใช๎เป็นที่พักแรมได๎

 การเดินทางไกลและไปอยูํคํายพักแรม จําเป็นจะต๎องมีเต็นท๑)กระโจม( สําหรับกางนอน โดยปกติ
 จะใช๎เต็นท๑เดี่ยวซึ่งประกอบด๎วยผ๎า 2 ผืน มีกระดุมติดเพื่อตํอเป็นผืนเดียวกันได๎ เต็นท๑นี้นอนได๎ 2 คน   3. การจัดคํายพักแรม
                                                                 ึ
 เป็นที่รู๎จักกันวําเป็นเต็นท๑บุคคล 2 คน หรือกระโจม 5 ชาย ซึ่งมีสํวนประกอบสําคัญ คือ   กํอนที่จะไปตั้งคํายพักแรมนั้น ควรจะได๎มีการศกษาลักษณะพื้นที่ภูมิประเทศให๎ดีเสียกํอน โดย
 1. ผ๎ากระโจม 2 ผืน )กว๎างยาวผืนละ 1.44 x 1.22 เมตร(  พิจารณาความเหมาะสมจากสิ่งตํอไปนี้
                                                                                         ็
                                                                                             ํ
                                 ่
                                           ิ
                                        ื
                                   ู
                                 ี
 2. เสากระโจม 2 ต๎น ต๎นละ 3 ทํอน )ตํอเข๎าด๎วยกัน(  1. อยูํบนทสง หรอเชงเขา เวลาฝนตกมีทางระบายน้ําออกอยํางรวดเรว ทาให๎ไมํมีน้ําขังใน
 3. เชือกรั้ง 2 เส๎น )รั้งหัว รั้งท๎าย(  บริเวณคําย หรือมิฉะนั้นควรตั้งคํายบริเวณที่เนื้อดินเป็นดินปนทราย เพื่อให๎น้ําดูดซึมได๎โดยรวดเร็ว
 4. สมอบก 10 ตัว )ใช๎ตอกกับพื้นเพื่อผูกเชือกดึงผ๎าเต็นท๑(  2. ไมํควรอยูํใกล๎สถานที่ที่มีคนพลุกพลําน เชํน สถานที่ตากอากาศ
                       3. ไมํควรอยูํใกล๎ถนนหรือทางรถไฟ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุกับลูกเสือได๎
 วิธีการกางเต็นท์      4. ไมํควรอยูํใกล๎ต๎นไม๎ใหญํ เพราะเมื่อเกิดลมพายุอาจหักโคํนลงมาทําให๎เกิดอันตรายได๎
 การกางเต็นท๑ถือความรวดเร็ว ควรกางให๎เสร็จภายในเวลาไมํเกิน 10 นาที ควรเลือกสถานที่กาง   5. สถานที่ตั้งคําย ควรมีน้ําดื่มน้ําใช๎เพียงพอ แตํไมํควรอยูํใกล๎แมํน้ํา ลําคลอง หนองหรือบึง

 กระโจมในที่ดอนและแห๎ง หันด๎านข๎างขวางทิศทางลม ตอกหมุด )สมอบก( ทุกตัวให๎แนํน ขุดรํองระบาย   เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุกับลูกเสือได๎
 นํารอบกระโจม ให๎ปลายรํองน๎ําไหลลงสูํที่ตํํา และปรับพื้นที่ให๎เรียบให๎แนํน  การกางเต็นท๑ปฏิบัติดังนี้   6. สถานที่ตั้งคําย ไมํควรอยูํไกลจากตลาดมากนัก ทั้งนี้เพื่อสะดวกแกํการไปซื้อกับข๎าว และไมํ
 �
 1. ตั้งเสาหลักทั้งสองต๎น  ควรอยูํไกลจากโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตําบลมากนัก เพื่อวําเมื่อเกิดการเจ็บปวยหรือเกิดอุบัติเหตุ
                                                                                          ู
 2. ติดกระดุมผ๎ากระโจม 2 ผืนเข๎าด๎วยกัน  ร๎ายแรง จะได๎ชํวยเหลือได๎ทันทํวงที
 3. ผูกเชือกรั้งหัวท๎ายเต็นท๑เข๎ากับสมอบก ดึงให๎ตึง  7. ควรอยูํในสถานที่ที่ปลอดภัยจากผู๎กํอการร๎าย



 การท าเต็นท์เพื่อกันน้ า   4. การอยูํคํายพักแรม

 การทําเต็นท๑ให๎สามารถกันน้ําได๎ มีวิธีทําที่งํายที่สุด คือ วางผ๎าเต็นท๑ไว๎บนโต๏ะ แล๎วใช๎พาราฟิน  การพักแรม กระทําภายหลังจากการเดินทางมาแล๎ว เพื่อให๎ลูกเสือได๎พักผํอนหลับนอน โดยการ
 หรือขี้ผึ้งถูสํวนผิวนอกให๎ทั่ว จากนั้นใช๎เตารีดที่อุณหภูมิปานกลางรีดทับบนผิวที่ทาไว๎ เพื่อให๎ขี้ผึ้งละลาย  กางเต็นท๑ หรือกางกระโจม หรือสร๎างที่กําบังชั่วคราวขึ้น การอยูํคํายพักแรมนี้ ลูกเสือจะต๎องเตรียม

 ไหลซึมทับเส๎นด๎ายทุกเส๎นที่ประกอบขึ้นเป็นผ๎า   เสบยง อุปกรณหุงหาอาหาร อุปกรณสาหรบสรางทพักแรม อุปกรณทีจาเปนอืนๆ ตลอดจนของใช ๎
                                                   ๑
                                                    ํ
                                                                                  ่
                    ี
                                                                                ๑
                                                                 ี
                                                             ๎
                                                                                       ็
                               ๑
                                                        ั
                                                                 ่
                                                                                   ํ
                                                                                          ่
                สํวนตัวไปด๎วย อีกทั้งต๎องสร๎างเครื่องใช๎ขึ้นในขณะอยูํคํายพักแรม การอยูํคํายพักแรมจะให๎ประโยชน๑
 2. การดัดแปลงวัตถุท าเป็นที่พักชั่วคราวหรือที่พักฉุกเฉิน  หลายประการ เชํน
 บางครั้งถึงแม๎จะได๎เตรียมการปฺองกันไว๎ลํวงหน๎าแล๎ว แตํสถานการณที่ไมํคาดคิดอาจเกิดขึ้นได๎   1. ได๎ออกกําลังกาย
 ๑
 และทําให๎จําเปนต๎องสร๎างที่พักฉุกเฉินขึ้นอยํางรีบเรํง เชํน เกิดหลงทาง หรือมีสมาชิกประสบอุบัติเหตุ   2. ทําให๎เกิดความเพลิดเพลิน
 ็
 ็
 หรือมีสภาพอากาศเลวร๎ายเกิดขึ้น หรือเส๎นทางที่กลับถูกตัดขาดเนื่องด๎วยน้ําทํวมกะทันหัน เปนต๎น ใน  3. ปลูกฝังความสามัคคีในหมูํคณะ
 ้
 ั
 การพักแรมในชวงระยะเวลาสนๆ ในสถานการณดังกลําวนัน ลูกเสอสามารถดัดแปลงธรรมชาต ภูมิ  4. ได๎เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีของท๎องถิ่น
 ํ
 ื
 ิ
 ๑
 ้
 ประเทศ หรือวัสดุที่อยูํในท๎องถิ่นจัดสร๎างเป็นที่พักชั่วคราวได๎ โดย   5. ได๎ศึกษาธรรมชาติ
 ็
 1. นําผ๎าหํมหรือผ๎าขาวม๎าใช๎ตัดแปลงเปนหลังคาที่พัก หรือทําเปนลักษณะคล๎ายเต็นท๑ โดยใช๎
 ็
 พลองหรือกิ่งไม๎เป็นสํวนประกอบ   6. เป็นการทดสอบความอดทน
 2. นําซังข๎าว ใบไม๎ ใบหญ๎า มาใช๎ทําเป็นหลังคาเพิงพักกันแดดและกันลม โดยใช๎ไม๎พลอง กิ่งไม๎  7. เป็นการฝึกระเบียบวินัย
 เชือก เป็นสํวนประกอบทําเป็นรูปเพิงพัก
                  150    คูํมือสํงเสริมและพัฒนากิจกรรมลูกเสือทักษะชีวิตในสถานศึกษา  ลูกเสือโท  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
 คูํมือสํงเสริมและพัฒนากิจกรรมลูกเสือทักษะชีวิตในสถานศึกษา  ลูกเสือโท  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   149   คู่มือส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมลูกเสือทักษะชีวิตในสถานศึกษา ประเภทลูกเสือสามัญ หลักสูตรลูกเสือเอก  143
                                                                                     ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
   147   148   149   150   151   152   153   154   155   156   157