Page 10 - นาวิกศาสตร์ กันยายน ๒๕๖๓
P. 10
เรื่องจริงจริงจากวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒
ตอนที่ ๓ ตอนจบ พลเรือตรี กรีฑา พรรธนะแพทย์
ี
ึ
ั
้
�
การสู้รบในระยะกระช้นชิดเช่นน ปืนกลซ่งเป็นปืนยิงได้รวดเร็ว ท้งปืนเล็กยาวทาการยิงได้ผลดีกว่าปืนใหญ่
ั
ั
ี
ั
ื
ั
กระสุนปืนท่ยิงต่อสู้กันท้งสองฝ่ายตกเกล่อนกลาดไปราวกับห่าฝน ฝ่ายฝร่งเศสได้เปรียบเพราะมีปืนกลติดต้งอยู่บน
ี
ั
ั
ึ
ี
หอรบของเสาซ่งเป็นท่สูง ยิงลงมายังเรือของสยามได้ท่วไป เสียงปืนท่ยิงต่อสู้กันดังสน่นหว่นไหว และมีควันปืนตลบ
ั
�
ี
ั
ู
้
ไปท่วบริเวณปากแม่นาเจ้าพระยา เรือหาญหักศัตร เรือนฤเบนทร์บุตร และเรือทูลกระหม่อมก็เข้าร่วมในการยิงต้านทาน
เรือรบฝรั่งเศสโดยเต็มความสามารถ
เม่อเรือรบฝร่งเศสแล่นเข้ามาในระยะปืนของเรือมูรธาวสิตสวัสด จึงได้ยิงปืนใหญ่ (อาร์มสตรอง/Armstrong)
ื
ั
ิ
์
ึ
ขนาด ๗๐ ปอนด์ ซ่งเป็นปืนบรรจุปากกระบอก (muzzle loading/muzzle แปลว่า ปากกระบอกปืน) ไปยังเรือ
็
ิ
ื
ิ
ั
็
ั
ั
ิ
�
่
แองคองสตงต์ ซงกาลงเดนหน้าเตมตัว เมอยงไปแล้ว ๒ นด กถอนสมอเเละเดนถอยหลง ทาการยงปืนทองเหลอง
ิ
ื
�
่
ั
ึ
ทางกราบขวาทุกกระบอก พร้อมกับได้ยิงปืนกล* สมทบด้วยตลอดเวลา กระสุนปืนขนาด ๗๐ ปอนด์นัดที่ ๕ ได้ถูก
ิ
เรือแองคองสตังต์ทางกราบขวา แล้วเรือแองคองสตังต์ก็แล่นเฉียดเข้ามาหมายจะชนเรือมูรธาวสิตสวัสด์ด้วยทวนหัว
ื
ื
เม่ออยู่ห่างกันราว ๒๐๐ เมตร เรือมูรธาวสิตสวัสด์ต้องเดินหน้าเต็มตัวหางเสือขวาหมด เพ่อหลบจากการถูกชน
ิ
ั
ิ
ถึงกระน้นเรือแองคองสตังต์ก็ได้เบียดกระทบส่วนบน และบูมเรือโบตของเรือมูรธาวสิตสวัสด เป็นเหตุให้เรือโบตเสียหาย
์
ิ
�
ึ
ไปลาหน่ง กับเสาธงท้ายเรือหักพังไป เรือมูรธาวสิตสวัสด์ถูกยิงจากเรือแองคองสตังต์อย่างหนักด้วยกระสุนปืนเล็ก
�
ึ
้
�
จานวนมากและถูกกระสุนปืนใหญ่ ๒ นัด นัดหน่งถูกหัวเรือเหนือแนวนาเล็กน้อยทางกราบซ้าย อีกนัดหน่งถูกส่วนบน
ึ
ื
ของเรือ เม่อเรือแองคองสตังต์แล่นผ่านไปแล้ว เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ได้ยิงปืนทองเหลือง (brass gun) ทางกราบซ้าย
อีก ๔ นัด และยิงปืนกล ตามไปด้วย
เมื่อเรือมูรธาวสิตสวัสด์ได้ทาการยิงปืนขนาด ๗๐ ปอนด์บรรจุทางปากกระบอกนัดท่ ๕ ออกไปแล้ว ทาให้หมุดยึด
�
ี
�
ิ
�
แท่นปืนและหมุดของดาดฟ้าบางตัวหัก ปืนทองเหลืองทุกกระบอก แท่นปืนแตกในลักษณะต่าง ๆ กัน ทาให้ปืน
่
่
ทุกกระบอกของเรือมูรธาวสิตสวัสดิ์หมดสภาพ เรือต่าง ๆ ของสยามหมดโอกาสอยางแน่นอนที่จะท�าอันตรายตอข้าศึก
ปืนอย่างเก่าซึ่งบรรจุทางปากกระบอก ยิงได้ช้าในการต่อสู้กับปืนยิงเร็ว (Quick Firing Gun) ที่มีคุณสมบัติของเรือรบ
ฝรั่งเศส เรือฝ่ายสยามจึงต้องถูกยิงเป็นพิเศษด้วยปืนลูกโม่แบบ ฮอทซกีส (Hotschkiss revolving gun)
ี
�
ิ
์
เรือมกุฎราชกุมาร และเรือมูรธาวสิตสวัสด ต่างก็มีผู้บังคับการเรือเเละต้นกลเป็นชาวยุโรป โดยท่ทหารประจาเรือ
ไม่มีความช�านาญพอ นายทหารเหล่านี้จึงต้องท�าการเล็งยิงปืนเสียเอง แล้วก็วิ่งขึ้นไปบนสะพานเดินเรือเพื่อน�าเรืออีก
เรือรบฝรั่งเศสได้ใช้ปืนยิงเร็วฮอทชกีส ยิงจากหอรบบนเสาซึ่งท�าการยิงได้ผลดี แต่เรือของฝ่ายสยาม ไม่สามารถ
ท�าอันตรายแก่เรือรบฝรั่งเศสได้ เพราะว่าปืนทุกกระบอกหมดสภาพไปแล้วนั่นเอง
ั
ึ
ั
* ปืนกลในปี พ.ศ.๒๔๑๘ ทางราชการทหารเรือได้ส่งซ้อปืนแคตลิง (Catling gun) จากสหรัฐอเมริกา ซ่งสมัยน้นเรียกว่า
ื
�
ั
ั
ึ
ปืนลูกโม่ แต่ฝร่งจัดเป็นปืนกล (Machine gun) ในสมัยน้นถือว่าเป็นอาวุธสาคัญอย่างหน่ง ปืนแคตลิงขนาดเล็กต้งบนแท่น
ั
สามขา ขนาดใหญ่ตั้งบนแท่นมีล้อ ล�ากล้องกว้าง ๑๑ มิลลิเมตร ขนาดเล็กมี ๑๐ ล�ากล้อง ขนาดใหญ่มี ๔ ล�ากล้อง ๕ ล�ากล้อง
ในปี พ.ศ.๒๔๔๐ ทางราชการทหารเรือได้สั่งซื้อปืนยิงเร็วชนิดฮอทชกีส (Hotschkiss) ขนาด ๖ ปอนด์ (๕๗ มิลลิเมตร)
ขนาด ๓ ปอนด์ (๔๗ มิลลิเมตร) เเละขนาด ๑ ปอนด์ (๓๗ มิลลิเมตร) มาใช้ในราชการติดตั้งในเรือรบ
8
นาวิกศาสตร์
ปีที่ ๑๐๓ เล่มที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๓

