Page 44 - นาวิกศาสตร์ เดือน มีนาคม ๒๕๕๙
P. 44
หลังจากดำเนินการอยู่นานกรมอิเล็กทรอนิกส์ก็สามารถ ในปัจจุบันเรือฟริเกต ชุดเรือหลวงนเรศวร
เชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกัน และใช้กำลังพลของ เป็นเรือที่นับว่ามีขีดการรบสูงสุดชุดหนึ่งในภูมิภาคนี้
กรมอิเล็กทรอนิกส์เอง โดยจัดทำเป็นกล่องดำเชื่อมต่อ มีระบบอำนวยการรบและระบบอาวุธที่ล้ำสมัย มีระบบ
ระบบเข้าด้วยกัน แต่ก็ทำเอง ไทยเขียน ไทยใช้ ต้องการ โครงข่ายติดต่อกับเครื่องบินโจมตี (เครื่องบิน Gripen)
ของถูก และดีซึ่งก็ไม่มีในโลก ก็ได้แค่นี้แหละครับ และเครื่องบินตรวจการณ์ (เครื่องบิน Erieye) ของ
ความฝันของกรมยุทธการทหารเรือ และกองทัพเรือต่อไป กองทัพอากาศได้เป็นอย่างดี และมีโครงข่ายสามารถ
คือการติดอาวุธปล่อยสู้อากาศยานแนวตั้ง หรือ ESSM ส่งข้อมูลปฏิบัติการจากเรือหัวหน้า เช่น เรือหลวง
(Evolved SeaSparrow Missile) เพื่อเป็น ตากสิน เรือหลวงนเรศวร เรือฟริเกตใหม่ และเรือหลวง
เรือป้องภัยทางอากาศให้กับกองทัพเรือ ปีนั้นคือปีก่อน จักรีนฤเบศร ผ่านระบบสื่อสารดาวเทียม รวมทั้ง
พ.ศ.๒๕๔๓ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๕๘ หรือ ๑๕ ปี ต่อมา สามารถนำระบบถ่ายทอดทางภาพ (VTC - Video
กองทัพเรือได้ปรับปรุงเรือชุดเรือหลวงนเรศวรใหม่ Tele Conference) รวมทั้งเชื่อมต่อ Internet
โดยการปรับระบบเกือบทุกระบบทั้งหมด ทั้งระบบ ความเร็วสูงในการส่งข่าวมายังศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ
อำนวยการรบและระบบอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง และศูนย์ปฏิบัติการต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีจึงนับได้ว่า
ระบบอาวุธและอำนวยการรบที่มีความทันสมัยอย่างมาก เป็นเรือซึ่งสามารถปฏิบัติการทางยุทธการและยุทธวิธี
รวมทั้งได้ติดตั้ง ESSM บนเรือชุดเรือหลวงนเรศวรได้ ได้อย่างสมบูรณ์
และสามารถทดสอบยิงในทะเลกับเป้าอากาศยาน ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๕๒ เมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่ง
ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เป็นผลสำเร็จ เมื่อเดือนกันยายน เจ้ากรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ
พ.ศ.๒๕๕๘ แต่อย่างไรก็ตามเรือชุดนี้ก็ต้องเสียเงิน ก็ได้จัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาการสงครามที่ใช้
ในการปรับปรุงทุกระบบ รวมทั้งตัวเรือให้เป็นเรือที่มี เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Warfare -
ขีดความสามารถสูง ในระดับต้น ๆ ในภูมิภาคโดยใช้ NCW) ขึ้น โดยแผนแม่บทจะกล่าวถึงแนวทางการพัฒนา
วงเงินมากกว่า ๗,๐๐๐ ล้านบาท การสงครามที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลางทั้งระยะต้น
จานสายอากาศระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมบนเรือหลวงสิมิลัน
นาวิกศาสตร์ ปีที่ ๙๙ เล่มที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๙ 43

