Page 29 - พระราชประวัติ รัชกาลที่ 5
P. 29

พระราชกรณียกิจด้านการป้องกันภัยคุกคามจากตะวันตก































                       เจ้านายและเชื้อพระวงศ์  ใน สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และสภาที่ปรึกษาในพระองค์


                       เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2411  เป็นช่วงเวลาที่
               ประเทศถูกดึงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกแบบยุโรปหลังการท าสนธิสัญญาเบาว์ริงใน พ.ศ. 2398 สยามต้องเข้าไป

               อยู่ในระเบียบโลกแบบใหม่ที่มียุโรปเป็นศูนย์กลาง ความศิวิไลซ์หรืออารยธรรมกลายเป็นเป้าหมายที่ต้องบรรลุ
               ให้ได้ ขณะเดียวกัน สภาวะกึ่งอาณานิคมโดยเฉพาะจากการสูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตก็ก าลังจะ
                                                                       ิ
               กลายเป็นปัญหาใหญ่ในอกไม่กี่ทศวรรษให้หลัง รวมถึงจะมีปัญหาพพาทและถูกแทรกแซงจากมหาอานาจด้วย
                                    ี

               ที่ส าคัญ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงการคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มี
                                              ้
               ต่อประเทศในแถบเอเชีย โดยมักอางความชอบธรรมในการเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้ว่าเป็นการท าให้
               บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าอนเป็น "ภาระของคนขาว" ท าให้ต้องทรงปฏิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัย โดยพระราช
                                     ั
               กรณียกิจดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2416
                       ประการแรก ในปี พ.ศ. 2417 ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นมาสองสภา ได้แก่ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

               (เคาน์ซิลออฟสเตต) และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ (ปรีวีเคาน์ซิล)   สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินนี้เป็นกลไกใน
               การบริหารและการออกกฎหมายที่จะน าไปสู่การสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในเวลาต่อมา สมาชิกของ
               สภานี้ถูกก าหนดให้มีสถานะเป็นรองจากเสนาบดี      และทรงตั้งขุนนางระดับพระยา 12 นายเป็น "เคาน์
               ซิลลอร์" มีบทบาทส าคัญในการสนับสนุนพระบรมราโชบายที่จะปฏิรูประบบการคลังของประเทศด้วยการรวม


               ศูนย์การบริหารรายได้และรายจ่ายของรัฐทั้งให้มีอานาจขัดขวางหรือคัดค้านพระราชด าริได้ และทรงตั้งพระ
               ราชวงศานุวงศ์ 13 พระองค์ และขุนนางอีก 36 นาย ช่วยถวายความคิดเห็นหรือเป็นกรรมการด าเนินการต่างๆ

               รวมถึงการปฏิรูประบบก าลังคนด้วยการยกเลิกทาสอย่างช้าๆ ซึ่งการปฏิรูปน าไปสู่การลดอานาจของกลุ่ม
               อนุรักษนิยมลงนั้นได้น ามาซึ่งแรงต่อต้านอย่างหนัก ๆ แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ขุนนางตระกูล


               บุนนาค และกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เห็นว่าสภาที่ปรึกษามีความพยายามดึงพระราชอานาจของ
               พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงต้องทรง
   24   25   26   27   28   29   30   31   32   33   34