Page 27 - พระราชประวัติ รัชกาลที่ 5
P. 27
ุ
ุ
นอกจากจะทรงบรรพชาเป็นสามเณรและทรงอปสมบทด้วยแล้ว ยังให้ความอปถัมภ์สงฆ์ 2 นิกาย ดังเช่น
สมเด็จพระราชบิดา ในปี พ.ศ.2445 ให้ตราพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ เป็นการวางระเบียบสงฆ์มณฑล
ให้เป็นระเบียบทั่วราชอาณาจักร ให้กระทรวงธรรมการมีหน้าที่ควบคุมการศาสนา ทรงอาราธนาพระราชาคณะ
ั
์
ิ
ให้สังคายนาพระไตรปิฎก แล้วพมพเป็นอกษรไทยชุดละ 39 เล่ม จ านวน 1,000 ชุด แจกไปตามพระอาราม
ต่าง ๆ ถึงต่างประเทศด้วย ใน พ.ศ.2442
ส่วนศาสนาอน ก็ทรงให้ความอปถัมภ์ตามสมควร เช่น สละพระราชทรัพย์สร้างสุเหร่าแขก
ื่
ุ
พระราชทานเงินแก่คณะมิชชันนารี และพระราชทานที่ดินให้สร้างโบสถ์ที่ริมถนนสาธร
พระราชกรณียกิจด้านการศาล
การด าเนินการพิจารณาคดีในศาลเปลี่ยนจากจารีตนครบาลเป็นพิจารณาหลักฐานพยาน
แต่เดิมมากรมต่าง ๆ ต่างมีศาลของตนเองส าหรับพิจารณาคดี ที่คนในกรมของตนเกิดกรณีพพาทกันขึ้น
ิ
แต่ศาลนี้ก็เป็นไปอย่างยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ ใน พ.ศ.2434 จึงได้ตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น เพื่อรวบรวมศาล
ต่าง ๆ ให้มาขึ้นอยู่ในกระทรวงเดียวกัน นอกจากนั้นในการพิจารณาสอบสวนคดี ก็ใช้วิธีจารีตนครบาล คือ ท า
ทารุณต่อผู้ต้องหา เพื่อให้รับสารภาพ เช่น บีบขมับ ตอกเล็บ เฆี่ยนหลัง และทรมานแบบอื่น ๆ เป็นธรรมดาอยู่
เองที่ผู้ต้องหาทนไม่ไหว ก็จ าต้องสารภาพ จึงได้ตราพระราชบัญญัติขึ้น ใช้วิธีพิจารณาหลักฐานจากพยาน
บุคคลหรือเอกสาร ส่วนการสอบสวนแบบจารีตนครบาลนั้นให้ยกเลิก
ได้จัดตั้งศาลโปริสภาขึ้นเมื่อ พ.ศ.2435 ต่อมาได้จัดตั้งศาลมณฑลขึ้น โดยตั้งที่มณฑลอยุธยาเป็นมณฑล
แรก และขยายต่อไปครบทุกมณฑล26 มีนาคม 2439

