Page 10 - ปกิณกะสาระ บุญส่ง - ปริยา นิลแก้ว
P. 10

๔                                                                     จิปาถะสาระ

                                                                       ั

                                              ุ
                                                       ข
                   นอกจากฤทธิ์ของอาหารหยาบที่มนษย์บริโภคเ ้าไป  จะทาให ้รศมี
       กายและความสว่างหายไปแล ้ว  ยงส่งผลให ้มนษย์มีผิวพรรณที่เศร้าหมองลง
                                                ุ
                                     ั
                                                                  ุ
       ไม่ผ่องใสสวยงามเหมือนดังเดิม  แต่ความเศ ้าหมองที่เกิดขึ้นในมนษย์แต่ละ
                                              ร
       คนไม่เท่ากัน บางคนเศร้าหมองน้อยบางคนเศร้าหมองมาก ขึ้นอยู่กับกรรมเก่า
                                                     ั
       ที่เคยทามาในชาติต่างๆ  และกิเลสที่เกิดขึ้นในขณะน้น  เมื่อมีความแตกต่าง

       เกิดขึ้น  ท าให ้มนษย์มีความยึดมั่นและถือตัวเกิดขึ้น  จึงทาให ้ร่างกายที่เคย

                       ุ
       เหาะได ้ก็หยาบลง จึงเหาะไม่ได ้อีกต่อไป
                                         ่
                   และจากบาปกรรมที่เกิดขึ้นนสิงต่างๆจึงแปรเปลี่ยนไป  ง้วนดินที่เคย
                                        ี้
       มีรสอร่อยได ้หายไป  กลายเปนสะเก็ดดิน  แต่ยังคงมีรสอร่อย  และกลิ่นหอม
                                ็
                                ุ
       บริโภคได ้ เหมือนเดิม  ยิ่งมนษย์ถูกกิเลสครอบง าเท่าไรความประณีตของอา-
                                           ็
       หารก็น้อยลงทุกที  จากสะเก็ดดินกลายเปนเครือดิน    และต่อมาได ้กลายเป ็น
       ข ้าวสาลี  ข ้าวสาลีในยุคน้นต่างจากข ้าวสาลีในยุคปจจบัน  โดยเปนข ้าวที่มี
                                                                  ็
                                                    ั
                              ั
                                                       ุ
       เปลือกบางคล ้ายเปลือกของแตงกวา  จึงกินได ้ทั้งเปลือก  มีสีเหลืองอมขาว
            ่
            ุ
        ู
       ร้สึกนมเมื่อเคี้ยว   มีกลิ่นหอม   มีคุณค่าทางอาหารครบ มีความอร่อยอยู่ในตัว
       เมื่อบริโภคเข ้าไปแล ้วจะสามารถดับความหิวกระหายความเหนดเหนอยได ้
                                                            ็
                                                                 ื่
       ขนาดของเมล็ดประมาณ  ๑  ศอกของมนษย์ในยุคน้น(ศอกที่ก ามือแล ้ว)  โดย
                                                   ั
                                          ุ

       ๑ เมล็ดสามารถบริโภคได ้ ๓ - ๕ คน  เมื่อจะบริโภคก็นามาวางไว ้บนแผ่นหิน
       ชนิดหนึ่ง ข ้าวก็จะสุกเอง
                                                         ุ
                               ั
                         ุ
                ื่
              เนองจากมนษย์ยุคน้นมีร่างกายที่ใหญ่กว่ายุคปจจบันมาก ข ้าวสาลีจึง
                                                      ั
       มีล าต ้นสูงใหญ่มาก  โดยสูงประมาณเท่าต ้นยางนา(ยางนาสูงโดยเฉลี่ย  ๔๐-
                                                              ั
                           ุ
       ๔๕ เมตร)   สูงกว่ามนษย์ในยุคน้น ปกติรวงข ้าวจะตั้งตรง แต่คร้นเมื่อรวงข ้าว
                                    ั
       สุกก็จะโน้มลงมาจนมนษย์สามารถเก็บได ้   เมื่อเก็บแล ้วก็จะงอกออกมาใหม่
                           ุ
       และขึ้นได ้ทั่วไป
                ื่
                                           ุ
              เนองจากคุณภาพของอาหารที่มนษย์บริโภคเข ้าไป  มีลักษณะหยาบ
                      ี้

       ขึ้นเรื่อยๆ   ทั้งนก็เปนเพราะกิเลสที่เพิ่มมากขึ้นของมนุษย์   ทาให ้อาหารที่
                         ็
                         ั
       มนุษย์บริโภคเข ้าไปน้นไม่สามารถถูกดูดซึมได ้ดังเดิม   เกิดมีกากอาหารขึ้น
                           ่
       กลายเปนส่วนเกินของรางกาย  ร่างกายของมนษย์จึงปรากฏช่องทางขับถ่าย
                                                ุ
              ็
       ขึ้น  คือทวารหนกและทวารเบา  แต่เนื่องจากกรรมที่เคยประพฤติผิดศีลกาเม
                     ั

                                  ุ
       ของชาติในอดีต ส่งผลทาให ้มนษย์มีอวัยวะเพศต่างกัน บางคนเพศหญิงปรา-
       กฏ บางคนเพศชายปรากฏ เมื่ออวัยวะเพศปรากฏและด ้วยเหตุว่ามีเพศต่างกัน
              ุ

       ทาให ้มนษย์เพ่งเล็งกันและกัน  มีความปรารถนาในกาม  มีความสนใจในเพศ-
       ตรงข ้าม จึงต่างเข ้าหากัน และได ้เสพเมถุนธรรมต่อกัน และเนื่องจากการเสพ
       เมถุนธรรมนเปนสิงแปลกใหม่ จึงทาให ้มนษย์ส่วนมากเห็นการที่หญิงชายเสพ
                 ้
                      ่

                                           ุ
                 ี
                   ็
                  ็
                     ่
       กามกันน้นเปนสิงทีนารงเกียจ จึงพากันห ้ามปราม จับแยก รวมทั้งติเตียนด่าว่า
              ั
                       ่
                           ั
                         ่
       จนกระทั่งพากันขับไล่ โดยในพระสูตรได ้พรรณนาถึงอาการขับไล่ ไว ้ว่า “สัตว์
       เหล่าใดเห็นสัตว์เหล่าอืนก าลังเสพเมถุนกัน  ก็โปรยฝุนลงบ ้าง  โปรยขี้เถ ้าบ ้าง
                                                    ่
                           ่
                บ
       โปรยโคมัย ้าง   ด ้วยกล่าวว่า “คนถ่อยเจ ้าจงฉิบหาย คนถ่อยเจ ้าจงฉิบหาย”
   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15