Page 11 - ปกิณกะสาระ บุญส่ง - ปริยา นิลแก้ว
P. 11
จิปาถะสาระ ๕
ั
เมื่อชายหญิงเหล่าน้นถูกรังเกียจและขับไล่ จึงเสาะแสวงหาและสร้าง
ิ
้
ที่มุงบังเพื่อปองปดในเวลาเสพเมถุนธรรม ทาให ้มีการสร้างบ ้านเรือนตามมา
ุ
เมื่อมนษย์ต่างก็ซ่องเสพกามกัน ทาให ้การเกิดแบบชลาพุชะ คือการเกิดใน
่
มดลูก มีการตั้งครรภ์เกิดขึน ซึงถือได ้ว่ามนษย์ได ้เริ่มเกิดจากครรภ์ตั้งแต่คร้ง
้
ุ
ั
น้น หลังจากน้นก็ไม่มีการเกิดแบบโอปปาติกะในหมู่มนุษย์อีก
ั
ั
เมื่อมนษย์สร้างบ ้านเรือนมีที่อยู่อาศัยเปนหลักแหล่ง จึงเกียจคร้านใน
็
ุ
การออกไปแสวงหาข ้าวสาลีบ่อย ๆ เกิดความโลภขึ้น เมื่อออกไปเก็บข ้าวสาลี
ก็นามาทีละมากๆ นามาสะสมไว ้ ยิ่งความโลภมากเท่าไรความประณีตของอา-
่
หารก็ยิ่งน้อยลง ข ้าวสาลีจึงเริ่มเสือมคุณภาพลงไปเรือยๆ ขนาดต ้นเล็กลง
่
ปรากฏมีเปลือกขึ้นแและเมื่อเก็บไปแล ้วก็ไม่งอกออกมาอีก ที่เคยขึ้นอยู่ทั่วไป
ก็เริ่มลด ้อยร่อยหรอลงไปเรื่อย หาได ้ยากขึ้น
น
่
ั
จะเห็นได ้ว่าการเปลี่ยนแปลงของพรหมในชั้นอาภสสราได ้เสือมจาก
ุ
อัตภาพเดิม กลายมาเปนมนษย์ในยุคต ้นกัป เพราะอาศัยเหตุคือง ้วนดิน หาก
็
จะกล่าวอีกนยหนึ่ง ง้วนดินก็เปนวัตถุกามชั้นเลิศ ชักชวนให ้พรหมเหล่าน้นหัน
ั
็
ั
มาสนใจ เมื่อลองลิ้มก็ติดใจ ถูกกิเลสกามคือความอยากที่มีอยู่ในใจแต่เดิม
เข ้าครอบงา อุปมาเปรียบง้วนดินได ้กับกับดักของนายพราน ที่คอยดักสัตว์ปา
่
ั่
ผู้โง่เขลาให ้เข ้ามาติดนนเอง
ุ
ุ
แม้ว่าอาภัสสราพรหมจะเปนมนษย์ในยุคต ้นกัป แต่อายุของมนษย์น้น
ั
็
ก็ยืนยาวจนมิอาจที่จะนบได ้ ซึงในภาษาบาลีคืออสงไขยป เหตุที่เปนเช่นนก็
ี
่
ั
ี้
็
ั
ุ
ั
เพราะว่า ในสมัยน้นมิได ้มีมลภาวะเช่นปจจบัน ดิน ฟ้า อากาศ ฤดูต่างๆ ก็มิได ้
แปรปรวน มีแต่ฤดูสบาย ไม่ต ้องมีบ ้านไว ้คอยกันฝน ไม่ต ้องมีร่มเงาไว ้คอยบัง
ั
็
็
ุ่
ุ่
แดด เครื่องนงห่มน้นก็เปนเครื่องนงห่มเมื่อคร้งยังเปนพรหม ไม่ต ้องมีการ
ั
ล
่
ั
ประกอบการงาน สิงใดที่เปนความยากล าบากในยุคน้น ้วนมิได ้มีเลยโลกยุค
็
แรกจึงเปนโลกที่สะดวก สบาย ปราศจากความทุกข์ยากล าบากใดๆ หากจะมี
็
่
่
่
็
่
ความทุกข์บ ้างก็เปนความทุกข์เล็กๆน้อยๆทีมีสิงใดสิงหนึงมาชดเชยแทน เช่น
็
่
การเสือมจากง ้วนดินที่เปนอาหารอันประณีต กลับกลายมาเปนต ้องรับประทาน
็
กะบิดินและเครือดินตามล าดับ เปนต ้น
็
ั
การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อมนุษย์ยุคน้น คือ
เรื่องของผิวพรรณที่มีทั้งงามและทรามควบคู่กันไป เพราะการบริโภคของพวก
ั
็
มนษย์ในยุคต ้นกัปน้น ในสมัยที่ตนยังเปนพรหมอยู่ก็บริโภคด ้วยความต ้องการ
ุ
็
หาใช่เพราะความจาเปนไม่ เพราะพรหมน้นมีปติเปนภักษาอยู่แล ้ว อาหารอื่น
็
ั
ี
ุ
็
จึงไม่มีความจ าเปน เมื่อมนษย์คนใดมีความต ้องการมากก็จะบริโภคมาก มา
่
ตั้งแต่สมัยที่ตนยังเปนพรหม ธาตุหยาบทีมีสังสมอยู่ในร่างกายก็จะมากตาม
็
่
ไปด ้วย เปนเหตุให ้ความประณีตของผิวพรรณลดลง หากมนษย์คนใดบริโภค
ุ
็
ต
เพียงเพื่อ ้องการแค่ให ้ด ารงอัตภาพได ้ ธาตุหยาบที่ได ้จากอาหารก็จะเข ้าไป
ี
ในร่างกายน้อย ความประณตของผิวพรรณจึงยังมีอยู่บ ้าง ท าให ้มีผิวพรรณที่
งามกว่าพวกที่บริโภคมาก เราอาจเปรียบเทียบกับการผสมสีด าลงไปในสีขาว

