Page 502 - รวมคำวินิจฉัย ของประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
P. 502
วินิจฉัยว่ำ โจทก์ฟ้องว่ำ จ�ำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประกอบกิจกำรในลักษณะเดียวกับโจทก์
โดยมีจ�ำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเคยเป็นพนักงำนบริษัทโจทก์ เป็นกรรมกำรบริษัท และมีจ�ำเลยที่ ๕
และที่ ๖ ซึ่งเคยเป็นพนักงำนโจทก์เข้ำท�ำงำนเป็นพนักงำนจ�ำเลยที่ ๑ ด้วย ระหว่ำงที่จ�ำเลยที่ ๒
ถึงที่ ๖ ท�ำงำนกับโจทก์ มีสัญญำระบุว่ำจ�ำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ จะไม่น�ำควำมลับทำงธุรกิจของโจทก์
ู
่
ี
ุ
หรอเอำหลักสตรกำรเรียนกำรสอนไปเผยแพร่แก่บคคลภำยนอก แต่จ�ำเลยท ๒ ถึงท่ ๖ กลับ
ี
ื
�
ี
้
ิ
ั
ิ
ั
ั
ื
่
ร่วมกันจัดตงบรษทจำเลยท่ ๑ เพอประกอบกจกำรในลกษณะเดียวกับโจทก์แล้วลำออกจำก
บริษัทโจทก์เพ่อไปท�ำงำนท่บริษัทจ�ำเลยท่ ๑ และได้ลอกเลียนหลักสูตรกำรฝึกอบรมอันเป็น
ื
ี
ี
สิทธิเฉพำะของโจทก์ไปเป็นของตนและร่วมกันโฆษณำหลักสูตรกำรฝึกอบรมว่ำได้รับกำรรับรอง
มำตรฐำนจำกสถำบันฝึกอบรมนอกชำยฝั่งของสหรำชอำณำจักร (OPITO) โดยมีอัตรำค่ำฝึกอบรม
�
ท่มีรำคำต่ำกว่ำโจทก์ท้งท่หลำยหลักสูตรยังไม่ได้รับกำรรับรอง ท�ำให้ลูกค้ำบริษัทโจทก์หลงเช่อและ
ั
ี
ื
ี
ถอนกำรฝึกอบรมแล้วเปลี่ยนไปฝึกอบรมกับจ�ำเลยที่ ๑ เป็นกำรแสวงหำประโยชน์ในทำงกำรค้ำ
โดยรู้อยู่แล้วว่ำเป็นสิทธิเฉพำะของโจทก์และจงใจแย่งลูกค้ำไปจำกโจทก์ โดยจงใจท�ำให้โจทก์
ได้รับควำมเสียหำย อันเป็นกำรกล่ำวอ้ำงว่ำโจทก์กับจ�ำเลยท่ ๒ ถึงท่ ๖ เคยมีนิติสัมพันธ์เป็น
ี
ี
ี
นำยจ้ำงและลูกจ้ำงกันตำมสัญญำจ้ำงแรงงำน จ�ำเลยท่ ๒ ถึงท่ ๖ ได้ปฏิบัติผิดข้อตกลงใน
ี
ี
สัญญำจ้ำงแรงงำนท่ให้ไว้ต่อโจทก์ในขณะท่มีนิติสัมพันธ์เป็นนำยจ้ำงและลูกจ้ำงและกระท�ำละเมิด
ี
ต่อโจทก์ผู้เป็นนำยจ้ำงเกี่ยวกับกำรท�ำงำนตำมสัญญำจ้ำงแรงงำนด้วยกำรจัดตั้งบริษัทจ�ำเลยที่ ๑ ขึ้น
ี
ื
เพ่อประกอบกิจกำรท่มีลักษณะเดียวกันแข่งขันกับโจทก์และน�ำควำมลับทำงธุรกิจของโจทก์
่
ุ
ั
เกยวกบหลกสตรกำรฝึกอบรมต่ำง ๆ ไปเผยแพร่หำประโยชน์จำกบคคลภำยนอกและชกชวน
ั
ู
ี
ั
ลูกค้ำโจทก์ไปเป็นลูกค้ำจ�ำเลยท่ ๑ รวมท้งเรียกเก็บค่ำฝึกอบรมแต่ละหลักสูตรต่ำกว่ำโจทก์
ี
ั
�
แม้จ�ำเลยที่ ๑ จะเป็นนิติบุคคลแยกต่ำงหำกจำกจ�ำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ก็ตำม แต่จ�ำเลยที่ ๑ ก็เป็น
ี
ี
ั
ึ
นิติบุคคลท่จัดต้งข้นโดยมีจ�ำเลยท่ ๒ ถึงท่ ๔ ท่ต่ำงร่วมกันเป็นกรรมกำรผู้มีอ�ำนำจกระท�ำกำร
ี
ี
แทนจ�ำเลยที่ ๑ โดยมีจ�ำเลยที่ ๕ และที่ ๖ เป็นพนักงำน ซึ่งจ�ำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ล้วนแต่เคยเป็น
พนักงำนโจทก์ ดังน้น กำรประกอบกิจกำรในทำงธุรกิจของจ�ำเลยท่ ๑ อันเป็นกำรแข่งขันกับโจทก์
ี
ั
ี
ี
ี
ี
ี
ื
ี
โดยจ�ำเลยท่ ๒ ถึงท่ ๖ ดังกล่ำวย่อมเป็นกรณีท่สืบเน่องมำจำกกำรท่จ�ำเลยท่ ๒ ถึงท่ ๖ ผิดสัญญำ
จ้ำงแรงงำนที่ท�ำไว้แก่โจทก์และเกี่ยวเนื่องกับสัญญำจ้ำงแรงงำน คดีระหว่ำงโจทก์กับจ�ำเลยที่ ๑
ถึงท่ ๖ จึงเป็นคดีพิพำทเก่ยวด้วยสิทธิหรือหน้ำท่ตำมสัญญำจ้ำงแรงงำนและเป็นคดีอันเกิดแต่
ี
ี
ี
มูลละเมิดระหว่ำงนำยจ้ำงและลูกจ้ำงเก่ยวกับกำรท�ำงำนตำมสัญญำจ้ำงแรงงำน ตำมพระรำชบัญญัต ิ
ี
จัดตั้งศำลแรงงำนและวิธีพิจำรณำคดีแรงงำน พ.ศ. ๒๕๒๒ มำตรำ ๘ (๑) และ (๕)
474

