Page 38 - หน้าปกรายงานประจำปี 64
P. 38

สรุปผลการศึกษา

                      ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คณะผูวิจัยใชแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประกอบกับการวิจัย
            เชิงปริมาณ (Quantitative Research) จากแบบสอบถามแบบปลายปดและปลายเปด และเอกสารทางวิชาการตาง ๆ

            โดยสุมตัวอยางแบบเฉพาะเจาะจง ไดแก ผูพิพากษา ขาราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการ และลูกจางในสังกัด
            ศาลชั้นตนในเขตกรุงเทพมหานคร ศาลจังหวัด ศาลแขวง และศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งไดตอบแบบสำรวจขอมูล
            ผานระบบ Google Form จากแบบสำรวจ จำนวน 3 แบบ กลับมาระหวางวันที่ 10 - 25 มิถุนายน 2564 รวมจำนวน

            ทั้งสิ้น 1,926 ราย และทำการวิเคราะหขอมูลโดยใชโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อหาคารอยละ ซึ่งผลการศึกษาวิจัย
            สามารถสรุปไดดังนี้

                    1. การใหนักจิตวิทยามีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหายหรือจำเลยในคดีอาญา
                      หลักการพื้นฐานทางแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวของจะมุงเนนไปที่บุคคลยอมมีสิทธิและเสรีภาพเทาเทียมกันบน
            เงื่อนไขของสังคมที่มีการจัดระเบียบที่ดี โดยยอมรับแนวคิดความยุติธรรมเหมือนกัน และการมีความสัมพันธกับผูอื่นเปน

            กระบวนการทางสภาพทางจิตใจ และทางสังคมที่มีวิวัฒนาการโดยสิ่งที่มีอิทธิพลตอการพัฒนาการ คือ แรงขับจากภายใน
            รางกาย อิทธิพลจากวัฒนธรรม และลักษณะของแตละคน เปนตัวการที่ทำใหแตละคนแตกตางกัน

                      ในศาลตางประเทศ เชน ศาลประเทศเกาหลีใต ศาลประเทศอิตาลี และการสอบสวนผูเสียหายและพยานที่เปน
            เด็กในสหรัฐอเมริกา มีการกำหนดบทบาทนักจิตวิทยาในการปฏิบัติหนาที่ที่เกี่ยวกับการใหคำปรึกษาการไกลเกลี่ยใน
            กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลโดยเฉพาะ รวมถึงการทำหนาที่ในการประเมินผูตองหา การจัดเตรียมขอมูล

            ใหกับศาล การใหคำแนะนำแกศาล การรายงานผลประเมินที่ครอบคลุมถึงสภาวะทางจิตและอารมณของผูตองหาหรือ
            ผูเยาวหรือครอบครัว ความตองการพิเศษของผูตองหาหรือจำเลยหรือครอบครัว และแผนบำบัดที่เหมาะสม

                      สำหรับประเทศไทย รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ไดกำหนดใหบุคคลไดรับการคุมครอง
            สิทธิและเสรีภาพไวในมาตรา 25 มาตรา 27 มาตรา 29 และมาตรา 68 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
            มาตรา 172 กำหนดใหมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหเขาไปมีสวนชวยเหลือพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลยใน

            คดีอาญา เพื่อใหคำปรึกษา แนะนำ และลดการเผชิญหนาในระหวางสืบพยาน ลดความตึงเครียดและความหวาดกลัว
            ทางสภาวะจิตใจ รวมถึงพระราชบัญญัติ ระเบียบ ขอบังคับ และคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ที่ประกาศใชบังคับกับ

            หนวยงานที่เกี่ยวของเพื่อการปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่และศาลเปนไปตามที่กฎหมาย  กำหนด และเปนการอำนวย
            ความยุติธรรมแกประชาชนอยางเสมอภาค ทั่วถึงและเทาเทียมกัน เชน ระเบียบราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมวาดวย
            แนวทางในการปฏิบัติตอพยาน พ.ศ. 2548 ขอ 20 วรรค 2 ในกรณีที่พยานเปนเด็กหรือเยาวชนอายุไมเกิน 18 ป ซึ่งการ

            ซักถามพยานจะตองทำผานนักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห เจาหนาที่ศาลควรจัดใหพยานเหลานั้นพบกับบุคคล
            ดังกลาวกอนเขาเบิกความตอศาล ขอบังคับของประธานศาลฎีกาวาดวยการสืบพยานคดีอาญาโดยไมใหพยานเผชิญหนา

            โดยตรงกับจำเลย พ.ศ. 2556 ขอ 4 วรรคสอง ในกรณีที่อาจมีผลกระทบกระเทือนตอจิตใจของพยานอยางรุนแรง ศาล
            จะใหถามพยานผานนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห หรือบุคคลอื่นที่พยานไววางใจดวยก็ได โดยมิใหพยานไดยินคําถาม
            ของคูความฝายจําเลย และหามใชคําถามซ้ำซอนหลายครั้งโดยไมมีเหตุอันสมควร และคำแนะนำของประธานศาลฎีกา

            วาดวยแนวทางการปฏิบัติตอพยานที่เปนเด็กในคดีอาญา พ.ศ. 2559 ขอ 9 ศาลพึงประสานกับนักจิตวิทยาหรือ
            นักสังคมสงเคราะหที่รวมสืบพยานวา หากนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหรับทราบหรือพบเห็นวาพยานรายใด

            อาจไมไดรับความปลอดภัย จากการที่ไดมาหรือจะมาเปนพยานที่ศาลใหนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะหรีบแจงให
            เจาหนาที่ หรือศาลทราบทันที ในการนี้ใหศาลพิจารณาดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุมครองพยานในคดีอาญา พ.ศ.
            2546 และระเบียบราชการฝายตุลาการศาลยุติธรรมวาดวยการคุมครองและคาตอบแทนพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2558

            เปนตน ซึ่งจะเห็นไดวา กฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวของลวนแตมีเจตนารมณในการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
            คูความ หรือผูเกี่ยวของในฐานะพยาน ผูเสียหาย หรือจำเลย ยอมไดรับการคุมครองทุกคนตามสภาพการณของคดี
   33   34   35   36   37   38   39   40   41   42   43