Page 29 - ประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่2
P. 29

16




                                                                          ิ
                                สรุปได้ว่าการวัดประสิทธิภาพเชิงเทคนิคสามารถพจารณาได้ 2 ด้าน คือ 1) ด้านปัจจัยนำเข้า
                  (Input Oriented) และ 2) ด้านผลผลิต (Output Oriented) และมี 2 ตัวแบบ ได้แก่ ตัวแบบ CCR ซึ่งอยู่
                  ภายใต้ข้อสมมติผลตอบแทนคงที่ และตัวแบบ BCC ซึ่งผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีการแข่งขันไม่สมบูรณ์

                  เกิดขึ้น โดยในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวัดประสิทธิภาพเชิงเทคนิคด้านปัจจัยนำเข้า (Input Oriented
                  ) เพื่อต้องการทราบว่าหน่วยผลิตจะลดปัจจัยการผลิตลงอย่างเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมได้อย่างไร โดยที่ปริมาณ
                  การผลิตไม่เปลี่ยนแปลง ใช้ตัวแบบ BCC ภายใต้สมมุติฐาน VRS

                                การวัดประสิทธิภาพทางเทคนิค

                                ค่าคะแนนประสิทธิภาพที่คำนวณได้จากแบบจำลอง BCC สามารถตีความได้เช่นเดียวเดียวกับ
                  ค่าคะแนนประสิทธิภาพจากแบบจำลอง CCR แต่เนื่องจากเงื่อนไขที่เพิ่มเติมในแบบจำลอง BCC ส่งผลให้ค่า

                  คะแนนประสิทธิภาพในแบบจำลองถูกคำนวณอยู่ภายใต้สมมติฐานของลักษณะการผลิตแบบผลได้ต่อขนาด
                  แปรผัน (Variable Returns to Scale: VRS) และไม่รวมเอาผลกระทบทางด้านขนาดการผลิต (Scale Part)
                  ไว้ในการคำนวณ ดังนั้นค่าคะแนนประสิทธิภาพ ที่คำนวณได้จึงเป็นการคำนวณค่าคะแนนประสิทธิภาพ
                  ทางด้านเทคนิคอย่างแท้จริง (Pure Technical Efficiency Scores) ข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ ค่าคะแนน

                                                                                ่
                  ประสิทธิภาพที่คำนวณได้จากแบบจำลอง CCR จะมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับคาคะแนนประสิทธิภาพที่คำนวณได้
                  จากแบบจำลอง BCC (สำหรับ DMU หน่วยเดียวกัน) เสมอ


                                ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยแผนภาพที่ 2.2 ต่อไปนี้












                                ภาพที่ 2.2 การวัดประสิทธิภาพภายใต้แบบจำลอง CCR และ BCC


                                ภาพที่ 2.2 แสดงฟังก์ชันการผลิตในกรณีปัจจัยการผลิต x ถูกใช้ในการผลิตสินค้า y ในกรณี
                  ของแบบจำลอง CCR เส้นขอบเขตประสิทธิภาพที่คำนวณได้ คือ 0E ขณะที่ขอบเขตประสิทธิภาพที่ถูกคำนวณ
                  โดยแบบจำลอง BCC คือ ABCD และเมื่อทำการคำนวณค่าคะแนนประสิทธิภาพทางด้านเทคนิค (Technical

                  Efficiency Score: TE) ของ DMU หน่วยที่ F พบว่า

                                        TEDEA–BCC = ac/aF ขณะที่ TEDEA–CCR = ab/aF
                                ดังนั้น

                                               TEDEA–BCC ≥ TEDEA–CCR
   24   25   26   27   28   29   30   31   32   33   34