Page 19 - ห่วงโซ่คุณค่าข้าวหอมมะลิอินทรีย์
P. 19
8
ตลาดอินทรีย์ ตลาดจะมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานอินทรีย์ของตนเอง และมีเงื่อนไขของการเปิดหน้าบัญชี
ค่าธรรมเนียม รวมทั้งเป็นระบบส่งสินค้าไปก่อนจ่ายเงินทีหลังในบางกรณีรอบการเคลียร์บัญชีอาจเป็น
ระยะเวลากว่า 3 เดือน อันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อเกษตรกรรายย่อยที่มีปัญหาเรื่องหนี้สินหรือเกษตรกรที่ไม่มี
เงินทุน การศึกษาดังกล่าวยังพบด้วยว่า สินค้าอินทรีย์ไทยส่งออกขายไปตลาดต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และใน
ประเทศก็ขายผ่านธุรกิจค้าปลีกมากที่สุด การขายสินค้าอินทรีย์ผ่านช่องทางเหล่านี้ผู้บริโภคมักจะอยู่ห่างไกล
ั
ิ
มากจากพื้นที่ทำการผลิต การตัดสินใจเลือกซื้อก็มกมาจากความน่าเชื่อถือของสินค้าอนทรีย์ ซึ่งผู้บริโภคมักจะ
พิจารณาจากการได้รับตรารับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์เป็นหลัก และหากเกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตร
อินทรีย์แล้วต้องการขายสินค้าไปยังต่างประเทศ ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการรับรองจากมาตรฐาน
อินทรีย์ระดับสากล จึงมีความจำเป็นที่เกษตรกรผู้ผลิตอินทรีย์จะต้องสร้างมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ การสร้าง
ภาพลักษณ์ และความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ตลอดจนการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคชุดใหม่ สำหรับ
แนวทางในการพัฒนาการผลิตข้าวอินทรีย์ให้ดีนั้น นิติพงษ์ ส่งศรีโรจน์ (2560) ได้ศึกษา พบว่า ความสำเร็จ
ของการจัดการฟาร์มข้าวอินทรีย์ส่งผลเชิงบวกต่อความมั่นคงในชีวิต ซึ่งความสำเร็จที่สำคัญ คือ การผลิตข้าว
อินทรีย์ได้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนด การได้รับผลตอบแทนจากการผลิตข้าวอินทรีย์เป็นไปตามเป้าหมาย และ
มีรายได้จากการผลิตข้าวอินทรีย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงื่อนไขดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรมี
ความสำเร็จและมีความมั่นคงในชีวิตเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของการจัดการฟาร์มข้าวอินทรีย์นั้นจะ
ขาดไม่ได้ คือ เกษตรกรต้องมีการจัดการฟาร์มข้าวอินทรีย์ที่ดี โดยปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการจัดการฟาร์ม
ข้าวอินทรีย์ คือ การจัดการความรู้ การมีอุดมการณ์เศรษฐกิจพอเพียง ความสามารถในการทำบัญชี
ตามลำดับ เช่นเดียวกับ เชษฐกานต์ เหล่าสุนทร (2560) ได้กล่าวถึงการพัฒนาศักยภาพการปลูกข้าวอินทรีย์
ของเกษตรกร ว่าชาวนาสามารถพัฒนาศักยภาพการปลูกข้าวอินทรีย์จากการเข้าอบรมพัฒนาความรู้ ทักษะ
และทัศนคติตลอดจนการมีส่วนร่วม และผลักดันให้ชาวนาตระหนักรู้ถึงคุณค่าของการเรียนรู้ที่ได้จากสื่อจะทำ
ให้ชาวนาเกิดการยอมรับกระบวนการปลูกข้าวอินทรีย์ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงความเชื่อจากการได้รับการ
กล่อมเกลาทัศนคติจากปัจจัยด้านสังคม และสื่อ จะทำให้ชาวนาสนใจและยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูก
ข้าวเคมีเป็นการปลูกข้าวอินทรีย์และเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการตลาด ทำให้ข้าวที่ชาวนาปลูกมี
คุณค่าและเพิ่มมูลค่าของข้าวโดยการปลูกข้าวด้วยกระบวนการอินทรีย์ อกทั้งยังเป็นการสร้างกระบวนการ
ี
แก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมทำให้ชาวนาและชุมชนเกิดความเข้มแข็งและเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปใน
อนาคตได้
จะเห็นได้ว่าการสร้างมูลค่าให้กับข้าวอินทรีย์จะต้องเริ่มตั้งแต่การผลิตตลอดไปจนถึงการตลาด
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญควบคู่กัน เกษตรกรต้องมีการผลิตที่ดีตามมาตรฐานอินทรีย์ เนื่องจากการตัดสินใจเลือกซื้อของ
ผู้บริโภคมาจากความน่าเชื่อถือของสินค้า และต้องพัฒนาตลาดให้ผู้บริโภคมีช่องทางในการเข้าถึงสินค้าควบคู่
กันไปด้วย

