Page 120 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 120
112
ตะเพียนแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่ง แต่ไม่สามารถนำปลาขึ้นฝั่งได้ เพราะปลาตัวใหญ่เกินไป จึงเรียกนากอีกตัวมา
ช่วยกันลากปลาขึ้นฝั่ง พอลากปลาขึ้นฝั่งได้แล้วนากทั้งสองตัวทะเลาะกันตกลงแบ่งปลากันไม่ได้ พอดีสุนัข
จิ้งจอกตัวนั้นเดินไปพบเข้า นากทั้งสองตัวจึงวิงวอนให้สุนัขจิ้งจอกช่วยแบ่งปลาให้หน่อย สุนัขจิ้งจอกจึง
บอกว่า “สบายมากสหายทั้งสอง เราเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน” ว่าแล้วก็แบ่งปลาออกเป็น 3 ส่วนพร้อม
กับพูดว่า “ท่อนหางเป็นของนากผู้หากินตามฝั่ง ท่อนหัวเป็นของนากผู้หากินทางน้ำลึกนะ ส่วนท่อนกลาง
เป็นของเราผู้พิพากษา “กล่าวจบก็คาบปลาท่อนกลางเดินจากไป นากทั้งสองเห็นเช่นนั้น และก็ได้แต่นั่งซึม
เซาพร้อมกับบ่นว่า “ถ้าพวกเราไม่ทะเลาะกัน ท่อนกลางก็จะเป็นอาหารของเรากินได้อีกหลายวัน เพราะ
ทะเลาะกันท่อนกลางจึงตกเป็นอาหารของสุนัขจิ้งจอกไป” ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกก็คาบปลาท่อนกลางไปให้เมีย
ได้กินตามความต้องการ เมียเห็นก็ดีใจพร้อมกับถามว่า “พี่ไปได้มาอย่างไร” สุนัขจิ้งจอกจึงตอบด้วยความ
เย่อหยิ่งว่า “น้องรัก คนทั้งหลายผ่ายผอมเพราะทะเลาะกัน สูญเสียทรัพย์ก็เพราะทะเลาะกัน นาก 2 ตัวก็
เพราะทะเลาะกัน จึงทำให้ไม่ได้กินปลาท่อนกลางน้องรักเจ้าจงกินปลาสดเถิด” รุกขเทวดาผู้เห็นเหตุการณ ์
นั่นแล้วได้แต่ให้เสียงสาธุการ พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานมาสาธกแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า “ในมนุษย์
ขอพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่ใด พวกเขาจะวิ่งหาผู้พิพากษาเพราะผู้พิพากษาเป็นผู้แนะนำพวกเขา ฝ่ายพวก
เขาก็จะเสียทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก 2 ตัวนั้นเอง แต่คลังหลวงเจริญขึ้น”
ี
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ญาติพี่น้องเพราะทะเลาะกันเรื่องมรดก จึงเป็นเหตุให้เสยทรัพย์เพื่อจ้างทนายให้
เป็นผู้แบ่งปันให้ ดังนั้น จึงไม่ควรทะเลาะกัน เพราะจะนำความสูญเสียทรัพย์มาให้ ๛
ชายหนุ่มปราบยักษ์ (สุตนชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ได้ตรัส
อดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลผู้ดีเก่าชื่อสุตนะอาศัยอยู่ใน
เมืองพาราณสี เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้วเขาก็ได้ออกรับจ้างหาเลี้ยงชีพเลี้ยงมารดา ในสมัยนั้นพระราชาชอบล่า
สัตว์วันหนึ่งพระองค์เสด็จเข้าป่าลึกไปพร้อมทหารและอำมาตย์หมู่ใหญ่ตกลงกันว่า “ถ้าเนื้อวิ่งไปทางใคร
ิ
คนนั้นจะถูกปรับ” วันนั้นมีละมั่งตัวหนึ่งวิ่งหนีไปทางพระราชา พระองค์เห็นแล้วก็ง้างธนูยงไปละมั่งหลบได้
แต่ทำทีล้มลงนอนตาย พระราชานึกว่ามันตายแล้วจึงลงจากหลังม้าเดินไปดู ละมั่งรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไป
พระราชารบควบม้าตามไป พร้อมมีเสียงหัวเราะเยาะของพวกอำมาตย์ตามหลังไป พระราชาควบตามไป
ี
ทันละมั่งแล้วฟันมันด้วยพระขรรค์ขาดเป็น 2 ท่อน เพื่อระบายโทสะ ใช้ไม้เสียบคอนไว้ที่ท่อนหนึ่ง ด้วย
ความเมื่อยล้าจึงเข้าไปเอนกายที่ใต้ต้นไทรต้นหนึ่ง และม่อยหลับไป ที่ต้นไทรนั้นมียักษ์ตนหนึ่งอาศัยอยู่ มัน
ตั้งกติกาไว้ว่าใครเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มไทรนี้จะถูกจับกิน มันจึงจับพระหัตถ์ของพระราชาปลุกให้ลุกขึ้นพร้อม
ที่จะกิน พระราชาเมื่อทราบว่ามันเป็นยักษ์ก็ขอไว้ชีวิตไว้ โดยมอบเนื้อละมั่งตัวนั้นให้ยักษ์กิน และสัญญาว่า
จะส่งชาวเมืองมาให้ยักษ์กินเป็นประจำทุกวัน ยักษ์ตกลงตามนั้นพร้อมกับขู่ว่าถ้าหากวันใดไม่มีคนและ
อาหารมาให้กินจะจับพระราชากินเสีย พระราชาเมื่อถูกยักษ์ปล่อยออกมาแล้ว ก็รีบนำทหารและอำมาตย์
เข้าเมืองปรึกษากันในเรื่องนี้ อำมาตย์จึงเสนอว่า “ขอเดชะในเมืองเรา นักโทษก็มีอยู่มาก เบื้องแรกเราก็ให้
นักโทษนำอาหารไปส่งยักษ์วันละคน ก็พอที่จะหาทางแก้ไขได้ พระเจ้าข้า “เมื่อตกลงกันตามนั้นแล้วก็ได้
จัดส่งนักโทษไปให้ยักษ์กินเป็นประจำทุกวันจนนักโทษหมดจากคุก พระราชาทรงกลัวความตายจึงรีบ
่
ปรึกษาอำมาตย์อีกว่า จะทำอย่างไร อำมาตย์ได้ทูลเสนอวา “ขอเดชะ เมื่อนักโทษหมดแล้วเช่นนี้ คนที่เห็น
แก่เงินมีอยู่ดอกพระเจ้าข้า ขอเพียงพระองค์ตั้งค่าจ้างไว้สูง ๆ ย่อมมีคนอาสานำอาหารไปให้ยักษ์แน่นอน
่
พระยะค่ะ” เมื่อตกลงกันตามนี้แล้ว ก็ให้ทหารปาวประกาศไปทั่วเมืองปรากฏว่ามีคนมาสมัครเป็นจำนวน

