Page 127 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 127

119

              บินไปขอความช่วยเหลือจากกา กาถามว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร นางนกไส้จึงเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า “ท่าน
              กา ขอเพียงท่านช่วยจิกตาช้างให้บอดเท่านั้นเอง กาก็รับคำช่วยเหลือนั้น นางนกไส้เข้าไปหาแมลงวันหัว

              เขียว เล่าเรื่องให้ฟังแล้วขอความช่วยเหลือให้แมลงวันหัวเขียวไข่ใส่ตาช้าง แมลงวันก็รับคำช่วยเหลือ
                                              ่
              ต่อจากนั้นก็เข้าไปหากบตัวหนึ่ง เลาเรื่องให้ฟัง และก็ขอความช่วยเหลือว่า “ท่านกบเมื่อช้างตาบอดและ
                                                                                     ี
              แมลงวันไข่ใส่ตามันแล้วมันก็จะแสวงหาน้ำดื่ม ขอให้ท่านไปอยู่ที่ปากเหวส่งเสยงร้องล่อช้างไปตกเหวให้
              หน่อย” กบก็รับคำช่วยเหลือ หลายวันต่อมา นางนกไส้เสาะแสวงหาจนพบช้างเกเรตัวนั้นแล้วจึงไปบอกกา
              กาได้ไปจิกตานั้นบอดทั้งสองข้างแมลงวันหัวเขียวก็ไปไข่หนอนใส่ตาช้างอีก สร้างความเจ็บปวดทรมาน
                             ่
              ให้แก่ช้างเป็นอยางยิ่ง สองสามวันต่อมาช้างเดินสะเปะสะปะโซซัดโซเซแสวงหาสระน้ำดื่ม ได้ยินเสียงกบ
              ร้องแว่วมาแต่ไกลจึงกำหนดทิศทางเสียงกบด้วยเข้าใจว่ากบร้องอยู่ข้างสระน้ำ เดินไปไม่นานก็ผลัดตกเหว

              ตายในที่สุด สร้างความดีใจแก่นางนกไส้เป็นอย่างยิ่งที่ศัตรูได้ตายไป พระพุทธองค์เมื่อเล่านิทานจบจึงตรัส
              ว่า “ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่าเวรไม่ควรทำกับใคร ๆ แม้สัตว์ทั้ง 4 ร่วมมือกันทำให้ช้างผู้มีกำลังกว่าให้ตาย

                                                                                      ั
              ได้” แล้วตรัสพระคาถาว่า “ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สตว์เหล่านี้ได้ฆ่าช้างแล้ว จง
              ดูการจองเวรของคนคู่เวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวกเธออย่าได้ก่อเวรกับใคร ๆ แม้กับคนไม่เป็นที่รักเลย”

              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:  อย่าคิดข่มเหงคนอื่น ด้วยการดูถูกว่าเขามีกำลังน้อยกว่า
                                                  เพราะการสร้างเวรย่อมนำความเดือดร้อนมาให้ ๛


                                             คุณสมบัติของผู้นำ (ราโชวาทชาดก)

              ๏ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภโอวาทของพระราชา ได้ตรัสอดีต
                                                                                                ู่
              นิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระฤๅษีนำเพ็ญเพียรอยในป่าหิมพานต์
              มีรากไม้และผลไม้เป็นอาหาร ในสมัยนั้น พระเจ้าพรหมทัตขึ้นครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระองค์
                                                   ่
              เป็นผู้รังเกียจความไม่ดี วนหนึ่งทรงดำริวา “เราปกครองเมืองมานี้ มีใครเดือนร้อนและกล่าวโทษของเรา
                                     ั
                                                     ั
              หรือเปล่าหนอ” จึง ทรงแสวงหาอยู่ทั้งในวงและนอกวังก็ไม่พบเห็นใครกล่าวโทษพระองค์ ทรงปลอม
              พระองค์ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ไม่พบเห็นจึงแวะเข้าไปในป่าหิมพานต์เข้าไปสนทนากับฤๅษีด้วยทำทีเป็น

              คนหลงทาง ฤๅษีได้ทำการต้อนรับด้วยผลไม้ป่านานาชนิด พระราชาปลอมได้เสวยผลไม้ป่ามีรสหวานอร่อย
              ดี จึงถามถึงสาเหตุที่ทำให้ผลไม้มีรสหวานอร่อยดี ฤๅษีจึงทูลว่า “ท่านผู้มีบุญ เป็นเพราะพระราชา

                                                                                               ่
              ครองราชย์โดยธรรมเป็นแน่ ผลไม่จึงมีรสหวานอร่อยดี” พระราชาปลอมสงสัยจึงถามอีกวา “ถ้าพระราชา
              ไม่ครองราชย์โดยธรรม ผลไม้จะมีรสชาติเป็นเช่นไรล่ะพระคุณเจ้า “ฤๅษีตอบว่า “ผลไม้ก็จะมีรสขมฝาด
              หมดรสชาติไม่อร่อยละโยม” พระราชาปลอมสนทนาเสร็จแล้วก็อำลาฤๅษีกลับคืนเมืองไป ทรงทำการ
              ทดลองคำพูดของพระฤๅษีด้วยการไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นปีแล้วกลับไปหาฤๅษีอีก ฤๅษีก็ทำการต้อนรับ

              ด้วยผลไม้ พอผลไม้เข้าปากเท่านั้นก็ต้องถ่มทิ้งไป เพราะผลไม้มีรสขมฝาด ฤๅษีจึงแสดงธรรมวา “โยม..คง
                                                                                                   ่
                                                                                            ่
              เป็นเพราะพระราชาไม่ครองราชย์โดยธรรมแน่เลย ธรรมดาฝูงโคว่ายข้ามแม่น้ำ จ่าฝูงวายคดฝูงโคก็ว่ายคด
              ตามกันไป เหมือนหมู่มนุษย์ถ้าผู้นำมนุษย์ประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนก็ประพฤติไม่เป็นธรรม

              เช่นเดียวกัน พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทวยราษฎร์ก็เป็นทุกข์ทั่วกัน ถ้าจ่าฝูงโคง่ายน้ำตรง ฝูงโคก็ว่าย
              ตรงเช่นกัน เหมือนหมู่มนุษย์ถ้าผู้นำประพฤติเป็นธรรม ประชาชนก็ต้องประพฤติเป็นธรรมเช่นกัน

              พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ทวยราษฎร์ก็อยู่ร่มเย็นเช่นกัน” พระราชาสดับธรรมของพระฤๅษีแล้วจึงแสดง
              พระองค์เป็นพระราชาให้พระฤๅษีทราบ ไหว้ฤๅษีแล้วกลับคืนเมืองประพฤติตั้งตนอยู่ในทศพิธราชธรรม

              เช่นเดิม ทำให้สรรพสิ่งทั้งปวงกลับเป็นปกติตามเดิม
   122   123   124   125   126   127   128   129   130   131   132