Page 132 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 132
124
ข้างล่างทั้งสองขึ้น และใส่เมล็ดข้าวในนั้น ขณะที่เดินไปเขาก็หว่านเมล็ดข้าวไปทางขวาและซ้าย ข้างละ
ประมาณ 1 เมตร (ปกติในปาเลสไตน์ ชาวนาหว่านข้าวหลังจากเริ่มฤดูฝน ซึ่งเริ่มในเดือนพฤศจิกายน)
บางเมล็ดตกอยู่ริมทางเดิน บางทีเราอาจจะคิดว่าผู้หว่านซุ่มซ่ามไม่หว่านดีๆ ทำให้เสียข้าวโดยไร้ประโยชน์
แต่ขอให้เราเข้าใจว่าในปาเลสไตน์นั้นเขาหว่านก่อนไถ ไม่เหมือนกับทางบ้านเรา เขาหว่านแล้วไถกลบ
และแน่นจนเขาต้องไถทางเดินด้วย แต่เมล็ดเหล่านี้ไม่สู้จะงอก ก็เพราะถูกคนผ่านไปผ่านมาเหยียบ หรือ
เพราะถูกนกจิกกินเสีย บางเมล็ดตกบนพื้นหินที่มีดินเล็กน้อย หน้าพื้นดินในปาเลสไตน์บางแห่งบางมาก มี
หินอยู่ข้างล่าง เนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์และจากก้อนหิน มันงอกขึ้นมาทันที แต่ไม่ช้าก็เฉาไป
เพราะขาดความชุ่มชื้น และไม่สามารถที่จะหยั่งรากได้ บางเมล็ดตกลงในพงหนาม ให้เราคิดว่าเขาหว่าน
ข้าวลงไปในกอหนามนี้ที่เหี่ยวแห้ง หรือมิฉะนั้นก็ในที่ที่มีซากกอหนามอยู่หนาแน่น เมื่อเขาไถก็ยังไม่
สามารถจะเอารากมันขึ้นมาได้ ภายหลังทั้งข้าวและกอหนามก็โตขึ้นพร้อมกัน แต่กอหนามนั้นแข็งแรง
กว่า ก็แย่งน้ำเลี้ยงและอากาศและแสงแดด ต้นข้าวอ่อนๆ สู้ไม่ได้ก็เฉาไป บางเมล็ดตกในที่ดินดี แน่นอน
้
ต้นข้าวก็เจริญงอกงามและแข็งแรง และให้ผล 30 เท่าบ้าง 60 เท่าบ้าง และ 100 เท่าบาง (ดินดีหมายถึง
ผิวดินหนามาก เก็บสะอาด ไม่มีรากหญ้าหนาม ดินอ่อน ร่วน มีปุ๋ยและความชุ่มชื้น) ใครมีหู ก็จงฟังเถิด
พระองค์ทรงทราบว่าผู้ฟังบางคนมีใจแข็งกระด้างเพราะความจองหอง หรือเพราะไม่ยินดียินร้ายในเรื่อง
ศาสนา แต่พระองค์ก็ได้ทำหน้าที่ของพระองค์แล้ว เป็นหน้าที่ของชาวยิวที่จะต้องพิจารณาและพยายาม
เข้าใจความหมายที่พระองค์สั่งสอน เพราะฉะนั้น จงฟังความหมายของอุปมา เราโชคดีที่อัครสาวกขอให้
พระองค์ทรงอธิบายเรื่องเปรียบเทียบนี้ เพื่อเราจะได้เข้าใจความหมายอย่างแท้จริง และเพื่อจะได้ใช้เป็น
ตัวอย่างในการเข้าใจคำเปรียบเทียบเรื่องอื่น ๆ ของพระองค์ พระวาจาเกี่ยวกับอาณาจักร เมล็ดพืชที่ผู้
หว่านหว่านนั้นคือพระวรสาร(ข่าวดีที่นำความรอดให้แก่เรา)ที่พระเยซูเจ้าทรงนำมามอบให้แก่มนุษย์ทุกคน
เมล็ดมัสตาร์ด (มธ 13:31-32 เทียบ มก 4:30-32, ลก 8:5-8)
31 พระองค์ยังตรัสอุปมาอีกเรื่องหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเมล็ด
มัสตาร์ด เมล็ดหนึ่ง ซึ่งคนหนึ่งเอาไปเพาะลงในไร่ของตน เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง แต่เมื่องอกขึ้น
32
แล้วก็ใหญ่กว่าผักอื่น และเติบโตเป็นต้นไม้จนนกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของต้นนั้นได้”
พระเยซูเจ้าใช้คำพูดง่าย ๆ อธิบายถึงอาณาจักรสวรรค์ที่พระองค์กำลังสถาปนาขึ้น แม้ว่าในตอน
แรกๆ ไม่สู้จะมีคนเห็น เพราะอาณาจักรสวรรค์เล็กมากและไม่สู้จะสำคัญ แต่โลกจะเห็นอาณาจักรสวรรค์
เมื่ออาณาจักรสวรรค์ขยายไปและเติบโตขึ้น เมล็ดมัสตาร์ด พระเยซูเจ้าเลือกอุปมาเรื่องนี้ เพื่อให้เห็นการ
่
เปรียบเทียบอยางชัดเจน (Contrast = ตรงกันข้าม) ระหว่างเมล็ดพืชเล็กๆ กับต้นไม้แข็งแรง (เทียบ ลก
17:6) กลายเป็นต้นไม้ แม้จะเป็นเมล็ดเล็กๆ มัสตาร์ดอาจจะเจริญเติบโตประมาณ 3-4 เมตร ในแถบที่มี
อากาศร้อน ลำต้นและกิ่งก้านแข็งแรงไม่ผิดกับต้นไม้ เนื่องจากกิ่งก้านแผ่ออกไป พวกนกจึงมาเกาะพัก
อาศัยอยู่ได้ เพราะฉะนั้น การที่พระเยซูเจ้าทรงเลือกเมล็ดมัสตาร์ดเพื่อใช้เปรียบเทียบกับอาณาจักร
สวรรค์จึงนับว่าเหมาะที่สุด เพราะอาณาจักรสวรรค์ของพระเมสสิยาห์เริ่มอย่างเงียบๆ สงบเสงี่ยม
พระองค์เองเป็นลูกช่างไม้จากนาซาเร็ธ ซึ่งเป็นเมืองไม่สำคัญอะไร ประสูติในคอกสัตว์ ยากจน ไม่มีที่
ี
หลับที่นอน ผู้ติดตามของพระองค์ก็เป็นแต่กลุ่มชาวประมงจากกาลิล ไร้การศึกษา ไม่มีอิทธิพลอย่างไร
์
และปราศจากเครื่องไม้เครื่องมือที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ แต่ถึงกระนั้นก็ดี พระอาจารยเจ้าก็ได้ทำนายถึง
อนาคตอันสดใสสำหรับแผนการของพระองค์ เมล็ดมัสตาร์ดจะกลายเป็นต้นไม้ที่จะแผ่กิ่งก้านออกไปอย่าง
กว้างขวาง และนกในอากาศ กลาวคือ นานาชาติในโลกจะเข้ามาพึ่งพาอาศัยและจะได้รับการคุ้มครอง
่

