Page 129 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 129

121

              เสด็จเถิด พรุ่งนี้อาตมาจึงจะทูล” แม้ในวันอื่น ๆ ก็เป็นไปในลักษณะนี้จนเวลาผ่านไปถึง 12 ปี วันหนึ่ง
                              ิ
              พระราชาทรงดำรว่า “พระคุณเจ้าบอกว่ามีความลบจะสนทนากลับไม่กล้าท่านต้องการอะไรหนอ วันนี้เรา
                                                            ั
              ต้องรู้ให้ได้” จึงเสด็จไปที่สวนหลวงและตรัสถามดาบสว่าต้องการอะไรดาบสทูลว่า “พระองค์จักประทาน
              หรือ” พระราชาตรัสว่า “พระคุณเจ้าต้องการอะไรบอกมาเถิดจักถวาย” ดาบสจึงทูลว่า “มหาบพิตร

                                                                                      ้
              อาตมาต้องการร่มและรองเท่าคู่หนึ่งใช้ในเวลาเดินทาง” พระราชา “พระคุณเจา มีเท่านี้เองหรือที่ท่านไม่
              อาจขอได้ตั้ง 12 ปี” ดาบส “เจริญพร” พระราชา “เพราะอะไรจึงเป็นเหตุให้พระคุณเจ้าไม่กล้าเอ่ย
              ปากขอ” ดาบสจึงทูลว่า “มหาบพิตร ผขอย่อมได้ 2 อย่าง คือได้หรือไม่ได้เท่านั้น ผู้ถูกขอเมื่อให้สิ่งของเป็น
                                                  ู้
              เหมือนคนร้องไห้ผู้ขอเมื่อเขาบอกว่าไม่มี ก็เป็นเช่นคนร้องไห้ ดังนั้น มหาชนอย่าได้เห็นอาตมาและ

              พระองค์ร้อง ไห้เลยอาตมาจึงหวังเฉพาะที่ลับเท่านั้น พระราชาทรงเลื่อมใสยิ่งขึ้น เมื่อจะถวายสักการะมาก

              จึงตรัสเป็นคาถาว่า “ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอถวายวัวแดงหนึ่งพันตัว พร้อมด้วยโคจ่าฝูงแก่ท่าน
              เพราะอารยชนได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยธรรมของท่านแล้ว จะไม่พึงให้แก่อารยชนได้อย่างไร” ดาบสทูล

              ห้ามว่า “มหาบพิตร อาตมาไม่ต้องการวัตถุกามซึ่งเป็นภาระที่ต้องรับผดชอบ ขอพระองค์ประทานเพียงรม
                                                                                                             ่
                                                                              ิ
              และรองเท้าเท่านั้นเถิด” ให้โอวาทแก่พระราชาแล้วก็ไปยังป่าบำเพ็ญเพียรตราบเท่าชีวิต
              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:  ผู้ถูกขอย่อมเป็นทุกข์ใจ ผู้ขอเมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์เช่นเดียวกัน ๛

                                             บาปเกิดจากความจงใจ (ติติรชาดก)
              ๏ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในวทริการามเมืองโกสัมพี ทรงปรารภพระราหุลเถระ ได้ตรัสอดีต

              นิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง หลังจากเรียน
              จบศิลปวิทยาจากเมืองตักกสิลาแล้ว ได้ออกบวชเป็นฤๅษีบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์วันหนึ่งพระฤๅษีได้

              สัญจรไปที่บ้านชายแดนหมู่บ้านหนึ่ง คนในหมูบ้านนั้นได้สร้างอาศรมถวาย จึงได้อาศัยอยู่ที่นั้นเรื่อยมา
              สมัยนั้น มีนายพรานนกคนหนึ่งในหมู่บ้านนั้น เลี้ยงนกกระทาไว้ตัวหนึ่งเพื่อไว้เป็นนกต่อ ทุกวันเขาจะพาน

              กกระทาไปเพราะอาศัยเสียงของเรา ได้ตายไปเป็นจำนวนมาก เป็นบาปกรรมของเราหนอ นับแต่นี้ไปเรา
              จะไม่ส่งเสียงร้องละ” นายพรานเมื่อเห็นนกกระทาไม่ร้องก็ใช้ไม้ตีหัว นกกระทากลัวตายจึงร้อง สร้างความ

              ทุกข์ลำบากให้แก่มันเป็นอย่างมาก อยู่ต่อมาวันหนึ่ง นายพรานจับนกกระทาได้เต็มกระเช้าแล้ว คิดจะดื่ม
                                                                                                            ั
              น้ำไปที่อาศรมของพระฤๅษีโพธิสัตว์ วางกรงนกไว้แล้วดื่มน้ำ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจึงเอนกายผล่อยหลบ
              ไป นกกระทาทราบว่านายพรานหลับ แล้ว จึงถามความสงสัยของตนกับพระฤๅษีว่า “พระคุณเจ้าข้าพเจา
                                                                                                             ้
              เป็นอยู่สบายได้บริโภคอาหารตามชอบใจ แต่อยู่ในระหว่างอันตราย อยากทราบว่าทางเดินชีวิตของ
                                                                   ่
              ข้าพเจ้าเป็นอย่างไรหนอ?” พระฤๅษีแก้ปัญหานกกระทาวา “นกกระทาเอ๋ย.. ถ้าใจของเจ้าไม่น้อมไปเพื่อ
              กรรมอันเป็นบาป บาปย่อมไม่แปดเปื้อนเจ้าผู้บริสุทธิ์ใจไม่คิดจะทำบาปกรรมดอก” นกกระทาถามต่ออีก

              ว่า พระคุณเจ้า นกกระทาจำนวนมากคือญาติของข้าพเจ้า นายพรานอาศัยข้าพเจ้าทำปณาติบาตอยู่

              ข้าพเจ้ารังเกียจเรื่องนี้มาก บาปกรรมจะมีถึงแก่ข้าพเจ้าไหมหนอ” พระฤๅษีจึงตอบเป็นคาถาว่า “ถ้าใจของ
              ท่านไม่คิดประทุษร้ายไซร้ กรรมชั่วที่นายพรานอาศัยท่านกระทำแล้ว ย่อมไม่ถูกต้องท่านบาปกรรมย่อมไม่

                                                                                         ่
                                                                                              ้
              แปดเปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ ผมีความขวนขวายน้อย” แล้วก็พูดให้นกกระทาสบายใจวา “เจาไม่มีความจงใจ
                                      ู้
              การทำปาณาติบาต บาทกรรมจึงไม่มีแก่เจ้าผู้บรสุทธิ์ดอกนะ” นกกระทาได้ฟังแล้วก็สบายใจนิ่งเงียบอยู่
                                                          ิ
              ฝ่ายนายพรานตื่นนอนแล้วลุกขึ้นไหว้ฤๅษีแล้วก็ถือกรงนกกระทากลับบ้านไป
              ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:  ไม่มีเจตนาจะทำบาปกรรม แม้จะประกอบอาชีพที่เสี่ยงต่อการทำบาป

                                                  บาปกรรมก็ไม่ตกแก่ผู้นั้น ๛
   124   125   126   127   128   129   130   131   132   133   134