Page 131 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 131

123

                                                  ธรรมชาติอาณาจักรสวรรค์
                     เนื่องจากชาวยิวในสมัยพระเยซูเจ้า  รวมทั้งอัครสาวกและสาวกด้วย  มีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ

              พระเมสสิยาห์ และอาณาจักรสวรรค์ที่พระองค์จะทรงสถาปนาขึ้น  พระองค์เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้อง
              อธิบายธรรมชาติที่แท้จริงของพระราชัยโดยอาศัยอุปมา ชาวยิวบางคนเข้าใจวาอาณาจักรสวรรค์ที่พระเมส
                                                                                     ่
              สิยาห์จะทรงสถาปนาขึ้นนั้นเป็นอาณาจักรสวรรค์แห่งโลกนี้  พวกเขาคิดว่าพระเมสสิยาห์จะเป็นกษัตริย์ที่

              จะขยายอาณาจักรทั้งหลายในโลก  พวกเขาจะเป็นเจ้าโลกที่มีชื่อเสียง เกียรติยศ  เงินทอง และความ
              สมบูรณ์พูนสุข ประชาชาติทั้งหลายจะเป็นทาสหรือเมืองขึ้นของพวกเขา  ที่เขามีความคิดเช่นนี้ก็เพราะว่า
                                                                                                    ี
              บางทีพวกเขาเคยเป็นเมืองขึ้นและเคยตกระกำลำบากภายใต้การปกครองของชาติต่างๆ เช่น อยิปต์ อัส
              ซีเรีย บาบิโลน เปอร์เซีย กรีก  และในสมัยพระเยซูเจ้า  พวกเขาก็เป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิโรมัน และเขา

                                                                   ้
              เคยทราบคำทำนายของนาธันที่พูดกับดาวิดว่า  พระเป็นเจาทรงสัญญาอาณาจักรสวรรค์อันคงอยู่ชั่ว
              นิรันดรแด่ราชวงศ์ดาวิด ฉะนั้น  จึงเป็นการยากมากที่จะพยายามอธิบายให้ชาวยิวเข้าใจถึงอาณาจักร

              สวรรค์ของพระเมสสิยาห์  นอกจากพวกเขาจะมีจิตใจเตรียมพร้อมที่จะรับความจริงและขจัดอคติทั้งหลาย
              ในอดีต ในการเล่าอุปมาต่อไปนี้  พระองค์ต้องการแสดงให้ชาวยิวเห็นว่าอาณาจักรของพระองค์ไม่ใช่เป็น

              อาณาจักรที่สมบูรณ์แบบที่ตกลงมาจากสวรรค์  แต่เปนอาณาจักรที่ค่อยๆ เจริญเติบโตบนโลกนี้  แม้จะมี
                                                               ็
              อุปสรรคมากมาย


                                  ผู้หว่าน (มธ 13:1-9; 18-23 เทียบ  มก 4:3-9  และ 8:5-8)
                     1 ในวันนั้นพระเยซูเสด็จจากบ้านไปประทับที่ชายทะเลสาบ  มีมหาชนมาหาพระองค์ พระองค์จึง
                                                                           2
                                                                   3
              เสด็จลงไปประทับในเรือ และฝูงชนทั้งหมดก็ยืนอยู่บนฝั่ง  แล้วพระองค์ก็ตรัสกับเขาทั้งหลายเป็นอุปมา
              หลายเรื่อง เป็นต้นว่า “นี่แน่ะ มีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช  และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพืชก็ตกตาม
                                                                         4
                                           5
                                                                                 ึ
              หนทางบ้าง แล้วนกก็มากินเสีย  บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินน้อย จงงอกขึ้นอย่างเร็วเพราะดินไม่ลึก
              6 แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นมันก็ถูกแผดเผา จึงเหี่ยวไปเพราะรากไม่มี  บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอก
                                                                         7
                            8
                                                                                              9
              ขึ้นปกคลุมเสีย  บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง  ใครมีหูจงฟังเถิด”
                     ในบทที่ 13 นี้  มัทธิวรวบรวมเรื่องเปรียบเทียบของพระองค์ทั้ง 7 เรองเข้าไว้ด้วยกัน เราไม่
                                                                                   ื่
              จำเป็นต้องเชื่อว่าพระเยซูเจ้าเล่าเรื่องเปรียบเทียบทั้ง 7 เรื่องนี้ในโอกาสเดียวกัน  ในวันนั้น เขาไม่ทราบว่า

              เป็นวันไหนแน่  คงจะเป็นระหว่างปีที่ 2ที่พระองค์ออกเทศนาสั่งสอนฝูงชนที่ติดตามพระองค์  ส่วนชาวฟาร   ิ

              สียิ่งทียิ่งตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระองค์  เพราะฉะนั้น จำเป็นที่พระองค์จะต้องอธิบายว่าอาณาจักรที่พระองค์
              กำลังสถาปนาขึ้นนั้นเป็นอะไรกันแน่ เสด็จออกจากบ้าน   คงจะเป็นบ้านของนักบุญเปโตรที่เมืองคาเปอร์
              นาอุม  ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ธรรมของพระองค์ในแคว้นกาลิลี พระองค์จึงเสด็จประทับบนเรือ เมืองคา

              เปอร์นาอุมตั้งอยู่บนฝั่งทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบกาลิลี  ในขณะนั้นมีฝูงชนมากมายต่างก็

              เบียดเสียดอยากฟังพระวาจาของพระองค์ใกล้ๆ พระองค์จึงต้องเลือกหาที่เหมาะๆ เพื่อประชาชนจะได้เห็น
              และได้ฟัง พระองค์จึงประทับในเรือซึ่งจอดอยู่ไม่ห่างจากชายฝั่งเท่าไรนัก ชายคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ด

              พืช โดยปกติเรื่องเปรียบเทียบที่พระองค์เล่ามักจะเล่ามาจากเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของชาวยิว
              อาจเป็นไปได้ที่พระองค์เห็นกำลังหว่านข้าว  แล้วพระองค์ก็เล่าเรื่องเปรียบเทียบให้พวกเขาฟัง  ที่จริงตาม

              ริมทะเลสาปก็มีพื้นดินดี  และอาจใช้ทำนาปลูกข้าวสาลีได้  แต่โดยทั่วไป  แผ่นดินส่วนใหญ่ในปาเลสไตน์
              เป็นดินที่มีหินปนอยู่มาก  ผิวดินก็ไม่หนา  และหลายๆ แห่งมักจะมีหญ้าหนามขึ้น มีทางเดินแคบ ๆ ผ่าน

              ไปตามท้องทุ่ง ขณะที่เขากำลังหว่าน ชาวนาใช้ผ้ากระสอบหรือผ้าหยาบๆ คาดเอว  ใช้มือซ้ายรวบชายผ้า
   126   127   128   129   130   131   132   133   134   135   136