Page 134 - 237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา
P. 134
126
กรรมสิทธิ์ได้ เรื่องขุมทรัพย์และเรื่องไข่มุก เป็นสิ่งที่ผู้ฟังเข้าใจได้อย่างดี ในประเทศเช่นปาเลสไตน์ ซึ่งเป็น
เมืองผ่าน เพราะมีอาณาจักรใหญ่ๆ อยู่รอบข้าง กล่าวคือ อียิปต์ อัสซีเรีย บาบิโลน เปอร์เซีย และโรมัน
เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะมีศัตรูคอยบุกรุกและจู่โจมอยู่เสมอ ในเมื่ออาณาจักรใหญ่สู้รบและทำสงครามกัน
ชาวปาเลสไตน์มักจะฝังเงินทองและของมีค่าไว้ในหลุมศพ ในถ้ำหรือตามท้องทุ่ง เพราะถือว่าเป็นที่
ปลอดภัยมากที่สุด (มธ 25:24) เมื่อเขาได้ข่าวว่ามีศัตรูที่มาคุกคามประเทศ โดยหวังจะกลับมาเอาใหม่
บางครั้งเจ้าของเองก็ถูกฆ่า และไม่มีใครทราบว่าเขาซ่อนทรัพย์สมบัติของเขาไว้ที่ไหน (ในปี ค.ศ. 1947
่
คนเลี้ยงแกะได้พบม้วนพระคัมภีร์ในถ้ำของพวกเจสเชเนสที่กุมราน ใกล้ๆ กับทะเลตาย เข้าใจวาพวกเขา
ี
ซ่อนพระคัมภีร์และกฎวินัยของพวกเขาไว้ เมื่อได้ข่าวว่า แม่ทัพโรมันจะยกทัพมาตีเยรูซาเล็มในป ค.ศ.
70) ในสมัยเรานี้ยังมีนักโบราณวัตถุที่กำลังขุดตามสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งในประเทศปาเลสไตน์ และใน
หลายประเทศในตะวันออกใกล้ เช่น ที่อียิปต์และซีเรีย เป็นต้น พระเยซูเจ้าเล่าว่า ขุมทรัพย์นั้นได้มีคน
ขุดพบโดยบังเอิญในนาของผู้อื่น ผู้ขุดพบรีบฝังขุมทรัพย์ไว้ตามเดิมเพราะกลัวว่าคนอื่นอาจจะมาพบเข้า
แล้วเขาก็จัดแจงขายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีเพื่อเอาเงินมาซื้อที่นานั้นจากชาวนา และดังนี้เขาก็จะได้มี
กรรมสิทธิ์ในที่นานั้น เราทราบว่าเจ้าของเองคงไม่ได้ฝังขุมทรัพยไว้แน่ มิฉะนั้นเขาคงไม่ขายแน่ เมื่อเขา
์
เป็นเจาของที่นาเขาก็เป็นเจ้าของขุมทรัพย์ด้วยตามกฎหมายยิว และกฎหมายโรมัน บางคนจะว่าคนที่ขุด
้
่
พบนั้นโกงเจ้าของนา เพราะเมื่อพบแล้วก็อุบเงียบไว้แถมยังหาเงินมาซื้อที่นาด้วย ขอตอบวาเขาคงคิดถึง
เรื่องความยุติธรรมอยู่เหมือนกัน เขาจึงได้หาเงินมาซื้อ ถ้าหากเขาไม่คิดถึงเรื่องความยุติธรรมเขาคงจะ
ขโมยไปแล้ว เพราะเจาของนาไม่รู้เรื่องอะไรเลย อย่างไรก็ดี เราควรจะจำไว้ด้วยว่า ไม่ใช่ทุกตอนใน
้
อุปมาเป็นบทเรียนที่เราจะต้องเอาอย่างเสมอ หรือเป็นสิ่งที่ผู้พูดต้องการเน้น แต่เราจะต้องดูจุดสำคัญใน
การเปรียบเทียบนั้นว่า พระองค์ต้องการเน้นอะไร เป็นต้นทางด้านวิญญาณ ถ้าหากเราจะเปรียบเทียบ
อุปมาทั้งสองเรื่องนี้ เราจะเห็นว่ามีคำสอนที่เหมือนกันคือ อาณาจักรสวรรค์มีค่าหาขอบเขตมิได้ พวกเขา
ยินดีเวลาพบ และคนฉลาดก็ย่อมขายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะได้เอาเงินมาซื้อมันให้ได้ แต่เราก็พบความ
แตกต่างในอุปมาทั้งสองเรื่องนี้ คือ คนงานที่ไถนานั้นพบขุมทรัพย์โดยบังเอิญ เขาไม่ได้ขุดดินเพื่อหา
ขุมทรัพย์ แต่พ่อค้านั้นพยายามแสวงหาไข่มุกนั้นด้วยความตั้งใจ พระเยซูเจ้าขณะที่เล่าอุปมานั้นอาจจะ
คิดถึงคนต่างศาสนาที่พบอาณาจักรสวรรค์โดยบังเอิญ และพระองค์อาจจะคิดถึงชาวยิว ซึ่งกำลังแสวงหา
พระราชัยด้วยความกระตือรือร้น หรือคนอื่นๆ ที่กำลังแสวงหาความจริงอย่างขะมักเขม้น ใน
ประวัติศาสตร์พระศาสนจักร เราเห็นว่ามีนักบุญหลายองค์ได้พบอาณาจักรสวรรค์โดยบังเอิญ เช่น นักบญ
ุ
เปาโล นักบุญเอากุสตินและนักบุญอิกญาซีโอ และก็มีอีกหลายองค์ได้พบอาณาจักรโดยพยายามแสวงหา
ด้วยใจร้อนรน เช่น อัครสาวก นักบุญฟรังซิส นักบุญดอมินิก เป็นต้น และในปัจจุบันเราก็ยังคงพบคนทั้ง
สองจำพวกนี้เสมอ
พืชที่งอกงามขึ้นเอง (มก 4:26-29)
27
26 พระองค์ตรัสว่า แผ่นดินของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน แล้วกลางคืนก็นอน
28
หลับ และกลางวันก็ตื่นขึ้น ฝ่ายพืชนั้นจะงอกจำเริญขึ้นอย่างไรเขาก็ไม่รู้ เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอก
29
จำเริญขึ้นเป็นลำต้นก่อน ภายหลังก็ออกรวง แล้วก็มีเมล็ดข้าวเต็มรวง ครั้นสุกแล้วเขาก็ใช้คนไปเกี่ยวเก็บ
ทีเดียว เพราะว่าถึงฤดูเกี่ยวแล้ว
นักบุญมาระโกผู้เดียวเท่านั้นที่เล่าเรื่องอุปมาเรื่องนี้ พระเยซูเจ้าเล่าอุปมาเรื่องเมล็ดพืชที่
ี
ั
เจริญเติบโตอย่างเงียบๆ เพื่อเปรียบเทียบกับอาณาจกรสวรรค์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งเจริญเติบโตอย่างเงยบๆ

