Page 15 - รายงานโครงการกจกรรม 5ส ประจำปการศกษา 2562 E-BOOK
P. 15

้
                         ศุภสิริ  โสมาเกตุ (2544, น. 49 อางถึง Scott, 1970, น. 24)  เสนอแนวคิดในการสร้างแรงจูงใจ
                  ให้เกิดความพึงพอใจต่อการท างานที่จะให้ผลเชิงปฏิบัติ  มีลักษณะดังนี้
                         1)  งานควรมีส่วนสัมพันธ์กับความปรารถนาส่วนตัว  งานจะมีความหมายต่อผู้ท า

                         2)  งานนั้นต้องมีการวางแผนและวัดความส าเร็จได้  โดยใช้ระบบการท างาน และการควบคุมที่มี
                  ประสิทธิภาพ

                         3)  เพื่อให้ได้ผลในการสร้างสิ่งจูงใจภายในเป้าหมายของงาน  ต้องมีลักษณะ ดังนี้
                           -  คนท างานมีส่วนในการตั้งเป้าหมาย

                           -  ผู้ปฏิบัติได้รับทราบผลส าเร็จในการท างานโดยตรง

                           -  งานนั้นสามารถท าได้ส าเร็จได้
                                                                                      ื่
                         เมื่อน าแนวคิดของสก๊อต  มาประยุกต์ให้กับกิจกรรมการเรียนการสอน เพอสร้างแรงจูงใจให้เกิดความ
                  พึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนการสอนมีแนวทาง  ดังนี้

                                                                                               ั
                           1)  ศึกษาความต้องการ  ความสนใจของผู้เรียน  และระดับความสามารถหรือพฒนาการตามวัย
                  ของผู้เรียน

                           2)  วางแผนการสอนอย่างเป็นกระบวนการและประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ
                           3)  จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมและก าหนดเป้าหมาย การท างาน  สะท้อน

                  ผลงานและการท างานร่วมกันได้
                         ทฤษฎีการจูงใจของนักการศึกษาต่าง ๆ  มีดังนี้

                         1)  ทฤษฎีการจูงใจ  ERG  ของแอลเดอร์เฟอร์  (Alderfer)  กล่าวว่า  ความต้องการของมนุษย์

                  แบ่งเป็น  3  กลุ่ม  คือ
                                               ื่
                           1.1)  ความต้องการเพอด ารงชีวิต  (Existence  needs)  หรือ  E  เป็นความต้องการทางร่างกาย
                  และปัจจัยที่จ าเป็นส าหรับการด ารงชีวิต

                                                         ั
                           1.2)  ความต้องการด้านความสัมพนธ์  (Relatedess  needs)  หรือ  R เป็นความต้องการที่จะมี
                           ั
                                        ื่
                                                                               ื่
                                                                       ื่
                  ความสัมพนธ์กับบุคคลอน ๆ  เช่น  สมาชิกในครอบครัว  เพอนฝูงเพอนร่วมงานและคนที่ต้องการจะมี
                  ความสัมพันธ์ด้วย
                           1.3)  ความต้องการความเจริญก้าวหน้า  (Growth  needs)  หรือ  G  เป็นความต้องการที่จะ
                  พัฒนาตนเองตามศักยภาพสูงสุด
                         2)  ทฤษฎีการจูงใจของ  แมคคลีแลนด์  (McCleland)  เชื่อว่า  ความต้องการเป็นการเรียนรู้จากการ

                  มีประสบการณ์  และมีอทธิพลต่อการรับรู้สถานการณ์  และมีอทธิพลต้องการรับรู้สถานการณ์และแรงจูงใจสู่
                                      ิ
                                                                       ิ
                  เป้าหมาย  โดยแบ่งความต้องการออกเป็น 3 ประเภท  ดังนี้
                           2.1)  ความต้องการสัมฤทธิ์ผล  (Needs  for  achivement)  เป็นพฤติกรรมที่จะกระท าการ

                  ใดๆ  ให้เป็นผลส าเร็จ  เป็นแรงขับที่นะไปสู่ความเป็นเลิศ

                           2.2)  ความต้องการสัมพนธ์  (Needs  for  affiliation)  เป็นความปรารถนาที่จะสร้างมิตรภาพ
                                                 ั
                  และมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น
   10   11   12   13   14   15   16   17   18   19   20