Page 765 - รวมไฟล์วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 1
P. 765
์
ั
ั
3. ปญหาและวิเคราะหปญหา
แม้ว่าการก าหนดความผิดมลฐานไว้ในกฎหมายว่าด้วยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงน
ู
้
ิ
่
ึ
ี
็
ื
ั
็
ของประเทศไทยถอเปนความจ าเปน เพราะปญหาอาชญากรรมทเกิดข้นมหลายประเภทและหลายรปแบบท ี ่
ู
ี
ู
ื
ื
กระทบกระเทอนต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมองของประเทศ โดยความผิดมลฐานหลัก
่
ื่
้
ี
ี่
ื
นอกเหนอจากความผิดทเกียวกับยาเสพตดแล้ว ความผิดมลฐานอนๆ ทรฐบาลมนโยบายทจะปองกันและ
ั
่
ิ
่
ู
ี
ี
่
ู
็
้
่
ี
ปราบปรามก็สมควรทจะก าหนดไว้เปนความผิดมลฐานด้วย เพือให้สามารถใช้กฎหมายปองกันและ
ปราบปรามการฟอกเงนมาเปนมาตรการในการท าลายเศรษฐกิจของเหล่าอาชญากร และเพือเปนการตัดวงจร
ิ
่
็
็
ี
ี
ิ
ู
่
ของอาชญากรรมไม่ให้น าเงนทได้ไปประกอบอาชญากรรมต่อไปได้อก นอกจากน้การก าหนดความผิดมล
ี
ู
ั
ิ
็
ี
ิ
ู
ฐานทั้ง 26 มลฐานดังกล่าวแม้จะเปนการจ ากัดสทธและเสรภาพตามรฐธรรมนญแห่งราชอาณาจักรไทย
็
ึ
พุทธศักราช 2560 แต่ก็เปนการตราข้นโดยอาศัยอ านาจตามมาตรา 26 ประกอบมาตรา 33 มาตรา 37 มาตรา
็
ั
่
40 ซงเปนข้อยกเว้นของรฐธรรมนญทให้กระท าได้
ี่
ึ
ู
ี
้
่
ี
ิ
ั
ุ
ี
ู
อย่างไรก็ด การก าหนดความผิดมลฐานใหม่ๆ ต่อไปในอนาคตโดยไม่มทส้นสด อาจสรางปญหา
ี
ึ
่
่
ทส่งผลกระทบสทธเสรภาพของประชาชน รวมถงขัดต่อหลักการทางกฎหมายทส าคัญดังน้ ี
ี
ิ
ี
ิ
่
ี
ิ
3.1 ปญหาการก าหนดความผิดมูลฐาน ซงกระทบตอสทธเสรภาพของบุคคลตามรฐธรรมนูญแหง
ั
ึ
่
ิ
่
ั
ราชอาณาจักรไทย พุทธศกราช 2560 มาตรา 77
ั
ั
ั
ั
ตามรฐธรรมนญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 ได้บัญญัตว่า “รฐพงจดให ้
ิ
ู
ึ
็
้
ื
ิ
ั
ี่
ุ
มีกฎหมายเพียงเทาทจ าเปน และยกเลกหรอปรบปรงกฎหมายทหมดความจ าเปนหรอไมสอดคลองกับ
่
ื
ี่
่
็
ุ
้
ี
สภาพการณ หรอทเปนอปสรรคตอการด ารงชวตหรอการประกอบอาชพโดยไมชกชาเพอไมใหเปนภาระแก ่
์
็
่
ี
ี่
ื่
้
ื
่
ิ
ั
็
่
ื
ึ
ประชาชน และด าเนนการใหประชาชนเขาถงตัวบทกฎหมายตาง ๆ ไดโดยสะดวกและสามารถเขาใจ
ิ
้
่
้
้
้
ื่
้
ิ
กฎหมายไดงายเพอปฏบัตตามกฎหมายไดอยางถูกตอง
่
้
่
้
ิ
ั
กอนการตรากฎหมายทกฉบับ รฐพงจดใหมีการรบฟงความคดเหนของผูเกี่ยวของ วเคราะห ์
่
้
ิ
้
ั
ิ
็
ุ
ึ
ั
้
ั
ิ
ึ
ั
็
ั้
่
้
ิ
ิ
ผลกระทบทอาจเกดข้นจากกฎหมายอยางรอบดานและเปนระบบ รวมทงเปดเผยผลการรบฟงความคดเหน
ั
็
ี่
์
ุ
่
และการวเคราะหนั้นตอประชาชน และน ามาประกอบการพจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทกขั้นตอน
ิ
ิ
ุ
ี
่
้
ื่
ั
ั
้
ั
ึ
ิ
้
ิ
เมอกฎหมายมีผลใชบังคบแลว รฐพงจดใหมีการประเมนผลสมฤทธ์ของกฎหมายทกรอบระยะเวลาทก าหนด
ั
้
็
ิ
ั
้
ั
ื่
โดยรบฟงความคดเหนของผูเกี่ยวของประกอบดวย เพอพัฒนากฎหมายทกฉบับใหสอดคลองและเหมาะสม
้
้
้
ุ
ี่
่
ิ
กับบรบทตาง ๆ ทเปลี่ยนแปลงไป
ั
็
ึ
้
ี่
รฐพงใชระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณทจ าเปน พงก าหนด
ี
ึ
้
ิ
่
หลักเกณฑการใชดุลพนจของเจาหนาทของรฐและระยะเวลาในการด าเนนการตามขั้นตอนตาง ๆ ทบัญญัต ิ
ี่
ั
้
ิ
์
ี่
ิ
้
้
ไวในกฎหมายใหชดเจน และพงก าหนดโทษอาญาเฉพาะความผดรายแรง”
้
ิ
้
ึ
ั
็
จะเหนได้ว่า การออกกฎหมายเพือน ามาบังคับใช้กับประชาชน จะต้องสอดคล้องกับ
่
ิ
ั
หลักประกันของกฎหมายอาญาและหลักการตามบทบัญญัตมาตรา 77 โดยเฉพาะอย่างยิ่งรฐพึงจัดให้ม ี
ี
็
กฎหมายเพียงเท่าทจ าเปน และการก าหนดโทษอาญาควรมเฉพาะกรณความผิดรายแรงเท่านั้น ดังนั้น หากม ี
ี
ี
้
่
5
746

