Page 937 - รวมไฟล์วารสาร ปีที่ 8 ฉบับที่ 1
P. 937
6
ิ
ี
ิ
ิ
ู
ี
ี
ี
จ าเลยไม่มหน้าทต้องร่วมแสวงหาข้อเท็จจรงในคดก็เพราะว่า ผู้ถกกล่าวหาและจ าเลยม “สทธทจะน่ง” (The
ิ
่
ี
่
ิ
ุ
็
ิ
ู
ิ
ิ
ิ
่
Right to Silence) สทธทจะไม่ถกบังคับให้การเปนปฏปกษ์ต่อตนเองน้ ีเปนสทธขั้นพื้นฐานของบคคล
ี
ั
็
่
ื
ุ
ื
โดยเฉพาะเมอบคคลตกเปนผู้ต้องหาหรอจ าเลย ภาษาอังกฤษใช้ค าว่า The Privilege against self-
็
ิ
่
ึ
incrimination ซงเปนค าทน ามาจากรฐธรรมนญของประเทศสหรฐอเมรกา แก้ไขเพิ่มเตม มาตรา 5 (The Fifth
ิ
ู
ั
ี
ั
่
็
Amendment) ซงบัญญัตไว้ว่า No person… shall compelled in any criminal case to be a witness against
ิ
่
ึ
ี
่
ิ
็
ู
ิ
ู
ุ
himself สทธทจะไม่ถกบังคับให้การเปนปฏปกษ์ต่อตนเองอันอาจท าให้ตนถกฟองคดอาญานั้นค้มครอง
ั
ิ
ี
้
ุ
ื
เฉพาะ “ถ้อยค า” ซงภาษาอังกฤษใช้ค าว่า Testimony กล่าวคอ จะบังคับให้บคคลให้ “ถ้อยค า” ใดๆ ทเปน
็
่
ึ
ี่
ู
ี
้
ิ
ั
ปฏปกษ์ต่อตนเองอันอาจท าให้ตนถกฟองคดอาญาไม่ได้
ื
่
หลักเรองพยานหลักฐานได้ให้ความส าคัญกับค าว่า “ผู้ร่วมกระท าผิด” (Accomplices)มาก
่
ี
ื
็
่
ี
เนองจากใครทเปนผู้ร่วมกระท าความผิดหากถกอ้างมาเปนพยานแล้ว ในการพิจารณาคดจะมผลในการ
ู
็
ี
ื่
ิ
ู
ิ
ี
วินจฉัยคดของลกขุนอย่างมาก จงได้ให้นยามความหมายของค าว่า “ผู้ร่วมกระท าผิด” ในหลักเรอง
ึ
้
พยานหลักฐานไว้ว่า หมายถง บคคลซงสามารถทจะถกฟองรองและลงโทษได้ในฐานะตัวการ ผู้ช่วยเหลอ
้
ึ
่
ุ
่
ึ
ี
ื
ู
ึ
ี
ื
ิ
และยุยงส่งเสรมหรอผู้ให้ค าปรกษาแนะน า ตามความหมายน้ความผิดของตัวการและผู้ร่วมกระท าผิดจะต้อง
็
ิ
็
ี
ี
มลักษณะเปนอย่างเดยวกัน โดย Stephenson v. United States ได้วางหลักไว้ว่า การจะวินจฉัยว่าพยานเปนผู้
่
ร่วมกระท าความผิดด้วยหรอไม่ให้พิจารณาว่าตัวพยานนั้นสามารถทจะถกลงโทษได้จากความผิดอาญาท ่ ี
ื
ู
ี
ื
7
ู
จ าเลยถกฟองหรอไม่
้
หลักห้ามโจทก์อ้างจ าเลยเปนพยาน ก็พัฒนามาจากหลักดังกล่าวและยังเปนกฎหมายทได้รบการ
็
็
ั
่
ี
ู
ิ
ั
ยอมรบในหลายประเทศ หากจ าเลยให้การเท็จเพื่อให้ตนรอดพ้นจากความผิดอาจถกลงโทษฐานเบกความ
ี
่
ี
ิ
่
ิ
เท็จต่อศาลหรอกรณทจ าเลยไม่ตอบค าถามแล้วอ้างความค้มครองจากเอกสทธ์ ิทจะไม่ให้การเปนปฏปกษ์ต่อ
ุ
ั
ี
็
ื
็
็
ี
็
ตนเอง จ าเลยอาจเปนทสงสัยว่าเปนผู้กระท าความผิดได้ การใช้หลักห้ามโจทก์อ้างจ าเลยเปนพยานใน
่
ึ
ู
ั
ู
คดอาญาจงเกิดปญหา นั่นก็คอ ผู้ถกกล่าวหาว่ากระท าความผิดไม่สามารถเปนพยานในคดทตนเองถก
็
่
ี
ื
ี
ี
ี
ิ
ี
ิ
็
็
ู
ี
่
ี
ื
่
ู
กล่าวหาว่าเปนผู้ร่วมกระท าความผิดได้ เพราะผู้ถกกล่าวหามสทธและหน้าทแตกต่างกัน คอมหน้าทเปนผู้ถก
่
ึ
ิ
ี
ี
่
ี
็
ู
่
ี
่
ี
กล่าวหากับมหน้าทเปนพยาน และผู้ถกกล่าวหาไม่มหน้าททจะต้องให้การและพูดความจรง ซงแตกต่างจาก
ี
ื
่
หน้าทพยานคอต้องให้การและพูดความจรง นอกจากน้ผู้ถกกล่าวหายังมสทธทจะน่งและผู้ถกกล่าวหายังม ี
ิ
ู
ี
ิ
ู
ิ
่
ี
ี
ิ
ี
่
ี
่
ี
ู
ิ
ั
สทธทจะไม่ให้การปรกปราตนเอง หากยอมให้ผู้ถกกล่าวหาสามารถเปนพยานในคดททตนเองถกกล่าวหา
ิ
ี
ู
็
่
ิ
ี
ิ
ู
ว่ากระท าความผิดได้ จะท าให้ผู้ถกกล่าวหาไม่มสทธใดๆ เลย กรณน้ใช้กับค าให้การของผู้กล่าวหาร่วมทไป
ี
ี
่
ี
่
่
ให้การเกียวกับการร่วมกระท าความผิดของผู้ถกกล่าวหาคนอนๆ ด้วย เพราะค าให้การของผู้ถกล่าวหาร่วม
ื
ู
ู
่
ื
่
เกียวกับผู้ถกกล่าวหาคนอนๆ จะมผลโดยตรงต่อความรบผิดทางอาญาของผู้ถกกล่าวหาร่วม ดังนั้น ผู้ถก
ี
ั
ู
ู
ู
กล่าวหาร่วมจงไม่สามารถเปนพยานได้
็
ึ
8
7 Charles E. Torcia, Wharton’s Criminal Evidence, p.343.
ั
8 สรสทธ์ แสงวิโรจนพัฒน์, “ค าซัดทอดของผู้ร่วมกระท าความผิดทรบฟงเปนพยานได้,” วารสารข่าวกฎหมายใหม่, เล่มท ี ่
ิ
ี
ั
่
ิ
็
ุ
87, ปท 5, น. 39 (กันยายน 2550).
ี
ี่
918

