Page 121 - รายวิชาภาษาไทย(พท31001)
P. 121

ห น า  | 121



                         1.1  เสียงที่สัมพันธกับความหมาย หมายความวาฟงเสียงแลวเดาความหมายไดเสียงเหลานี้
                                                                                      
                                                                                        
                                              ิ
               มักจะเปนเสียงที่เลียนเสียงธรรมชาต เชน ครืน เปรี้ยง โครม จักๆ หรือเลียน เสียงสัตวรอง เชน กา อึ่งอาง
                          ุ
                          
               แพะ เจี๊ยบ ตกแก
                         1.2  เสียงที่ไมสัมพันธกับความหมาย ในแตละภาษาจะมีมากกวาเสียงที่สัมพันธ กับความ
                               
                                                  
               หมาย เพราะเสียงตางๆ  จะมีความหมายวา อยางไรนั้นขึ้นอยูกับขอตกลงกันของคนที่ใชภาษานั้นๆ  เชน
                                                                         ี้
                                                                                           ั
                                                      
               ในภาษาไทยกําหนดความหมายของเสียง กิน วานําของใสปากแลวเคยวกลืนลงคอ  ภาษาองกฤษใชเสียง
               eat (อี๊ท) ในความหมายเดียวกันกับเสียงกิน
                                                       
                                                                               
                                                                       
                                                                   
                       2.  ภาษาจะเกิดจากการรวมกันของหนวยเล็กๆ จนเปนหนวยที่ใหญขึ้น
                         หนวยในภาษา หมายถึง สวนประกอบของภาษาจะมีเสียงคาและประโยค ผูใชภาษาสามารถ
                                                                           ํ
               เพิ่มจํานวนคํา จํานวนประโยคขึ้นไดมากมาย เชน ในภาษาไทยเรามีเสียงพยัญชนะ 21 เสียง เสียงสระ24
                                                       ู
               เสียง  เสียงวรรณยุกต  5  เสียง  ผูเรียนลองคิดดวาเมื่อเรานําเสียงพยัญชนะ  เสียงสระ  เสียงวรรณยุกตมา
               ประกอบกันก็จะไดคามากมาย  นําคามาเรียงตอกันก็จะไดวลี  และประโยค  เราจะสรางประโยคขึ้นได
                                              ํ
                                 ํ
               มากมาย  และหากเรานําประโยคที่สรางขึ้นมาเรียงตอกันโดยวิธีมารวมกัน  มาซอนกันก็จะทําใหได

               ประโยคที่ยาวออกไปเรื่อยๆ

                       3.  ภาษามีการเปลี่ยนแปลง สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง
                                                                                                      
                         1.  การพูดกันในชีวิตประจําวัน  สาเหตุนี้อาจจะทําใหเกิดการกลมกลืนเสียง เชน เสียงเดิมวา
                                                                       
                           อยางนี้               กลายเปน       อยางงี้

                                        
                           มะมวงอกพรอง           กลายเปน       มะมวงอกรอง
                                                                           
                           สามแสน                 กลายเปน       สามเสน
                                                                   
                              
                           สูจนเย็บตา             กลายเปน       สูจนยิบตา
                                                                                           
                                                                                                   ี้
                         2.  อิทธิพลของภาษาอื่น จะเห็นภาษาอังกฤษมีอิทธิพลในภาษาไทยมากที่สุดอยูในขณะน เชน
               มาสาย มักจะใชวามาเลท(late)
                                              ี
                           คาทักทายวา สวัสด จะใช ฮัลโล (ทางโทรศัพท) หรือเปนอทธิพลทางดานสํานวน เชน
                                                                               ิ
                              ํ
               สํานวนที่นิยมพูดในปจจุบัน ดังนี้
                           “ไดรับการตอนรับอยางอบอุน”       นาจะพูดวา    “ไดรับการตอนรับอยางด”
                                                                                          
                                                                                                      ี
                 ั
                                                                                                ั
               “จบไข”  นาจะพูดวา  “เปนไข”  นนทิดา  แกวบัวสาย  จะมาในเพลง  “เธอ”  นาจะพูดวา  นนทิดา
                                              ั
                               
               แกวบัวสาย จะมารองเพลง “เธอ”
                         3.  ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม เมื่อมีความเจริญขึ้น ของเกาก็เลิกใช สิ่งใหมก็เขามา
                                                          ุ
                              ุ
                                                                                ํ
               แทนที่ เชน การหงขาวสมัยกอนการดงขาวแตปจจบันใชหมอหุงขางไฟฟา คาวา ดงขาว ก็เลิกใชไปหรือ
                     ื
               บานเรอนสมัยกอนจะใชไมไผปูพื้นจะเรยกวา “ฟาก” ปจจบันใชกระเบื้อง ใชปูน ปูแทนคาวาฟากก็เลิก
                                                                 ุ
                                                                                            ํ
                                                  ี
   116   117   118   119   120   121   122   123   124   125   126