Page 84 - Computer Network
P. 84

บทที่ 11





                      มัลติเพล็กซิง






                                                                           book)
                      การทำงานของ Data Link Layer เพื่อสนับสนุนการสื่อสารระหว่างโนดกับโนด เช่น แบบ point-to-point หรือ
                      point-to-multipoint เนื่องจากการสื่อสารใน Data Link Layer จะได้รับผลจากสายสัญญาณโดยตรง ทำให้มี
                      โอกาสเกิดความผิดพลาดค่อนข้างมาก เนื่องจากสัญญาณรบกวนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น ในเลเยอร์นี้ โนดต้อง
                      รองรับโอกาสที่อาจเกิดขึ้น และการแก้ไขที่จำเป็น เพื่อให้การสื่อสารระหว่างภาครับและภาคส่งมีความถูกต้องและ
                                                          (partial
                      ครบถ้วน แม้ว่ามีความจำเป็นในการส่งใหม่ก็ตาม
                         การทำงานของ Data Link Layer จะแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปดิจิทัล พร้อมทั้งเพิ่มส่วนของเฮดเดอร์ต่างๆเช่น
                      MAC address ของภาครับและภาคส่ง และส่วนท้ายเพื่อใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ทั้งหมดจะ
                      อยู่ในรูปของ เฟรม ก่อนส่งต่อไปยัง Physical Layer จากนั้นเมื่อภาครับได้รับเฟรมดังกล่าว จะนำส่วนของเฮดเดอร์
                      ออก พร้อมทั้งตรวจสอบข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการสื่อสาร ก่อนส่งขึ้นไปในเลเยอร์ถัดไป
                                               only
                         ในบทนี้จะได้กล่าวถึงรายละเอียดที่สำคัญในหน้าที่ต่างๆ ของ Data Link Layer เช่น การสื่อสารแบบประสาน
                      เวลา (Synchronous) และแบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous) การจัดการเฟรม การทำมัลติเพล็กซิง สวิตชิ่ง
                      การตรวจสอบข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น รวมถึงการควบคุมการส่งผ่านข้อมูล
                                    KKU


                      11.1 การส่งข้อมูลแบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous) และแบบประสาน

                               เวลา (Synchronous)



                      การส่งข้อมูลในเน็ตเวิร์คโดยทั่วไปแล้วสามารถที่จะแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือแบบไม่ประสานเวลา(Asynchronous)
                      และการส่งข้อมูลแบบประสานเวลา (Synchronous)


                       แบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous): การทำงานแบบไม่ประสานเวลานี้ ในสภาวะปกติช่องสัญญาณจะอยู่
                            ในสถานะที่ว่าง (idle) เพื่อรอจนกระทั่งได้รับบิตเริ่มต้น (start bit) จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำงานของ

                            ภาครับ ซึ่งในการส่งข้อมูลแต่ละอักขระ จะมีการเพิ่มบิตเริ่มต้น และสิ้นสุด รวมไปถึงบิตเพื่อตรวจสอบความ
                            ผิดพลาด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นด้วยการส่งวิธีนี้ ภาคส่งจะส่งขนาดของข้อมูลที่ไม่ยาวเกินไป
                            และส่งครั้งละอักขระๆละ 5 ถึง 8 บิต เพื่อให้เกิดการประสานเวลาที่ทุกอักขระ

                            การส่งแบบไม่ประสานเวลาเป็นการส่งที่ค่อนข้างง่ายและถูก แต่จำเป็นต้องใช้ overhead จำนวนค่อน
                            ข้างสูง ทำให้การส่งไม่เหมาะสมกับการส่งข้อมูลขนาดใหญ่ และพบว่าการส่งแบบประสานเวลาจะให้
                            ประสิทธิภาพดีกว่า ตัวอย่างการส่งแบบไม่ประสานเวลา เช่น X.25 และ RS-232 เป็นต้น รูปที่ 11.1 แสดง

                            รูปแบบทั่วไปของสัญญาณแบบไม่ประสานเวลาของการส่งข้อมูลแบบ RS-232

                                                                75
   79   80   81   82   83   84   85   86   87   88   89