Page 101 - ข้อกำหนดวินัย และการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
P. 101

92

                                    3. ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การด าเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
                  การปูองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 91 มาตรา 92 และมาตรา 93 ไม่ได้มีผลเป็นการยกเลิก
                  หรือยกเว้นผลบังคับของหลักกฎหมายทั่วไปที่ห้ามมิให้ลงโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งมากกว่าหนึ่งครั้งส าหรับ
                  ความผิดที่บุคคลนั้นได้กระท าเพียงครั้งเดียว และมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                   ุ
                  พทธศักราช 2550 ที่ห้ามมิให้จ ากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินความจ าเป็นแก่การรักษาไว้ซึ่งประโยชน์
                  สาธารณะที่กฎหมายฉบับที่ให้อานาจจ ากัดสิทธิหรือเสรีภาพนั้นๆ มุ่งหมายจะให้ความคุ้มครองแต่อย่างใด

                       ู
                  ผู้ถูกฟองคดีจึงปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่กฎหมายนั้นได้ โดยด าเนินการเพกถอนค าสั่งลงโทษ โดยให้มีผล
                                                                                  ิ
                                                                ิ
                  ย้อนหลังไปถึงวันออกค าสั่ง ตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเพกถอนค าสั่งทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชา
                  ของเจ้าหน้าที่ผู้ออกค าสั่งทางปกครองในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เสียก่อน
                  (ค าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ที่ 7/2557)

                  การด าเนินการระหว่างด าเนินการทางวินัย
                                มาตรา 103  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
                  ให้อานาจผู้บังคับบัญชาสั่งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพกราชการ  หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน

                                                                           ั
                                         ิ
                                                                                                   ู
                  เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพจารณา กรณีถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกฟองคดีอาญา
                  หรือต้องหาว่ากระท าความผิดอาญา เว้นแต่ความผิดที่ได้กระท าโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

                  การให้พักราชการ

                                                                                                ิ
                                                                   ้
                                       ั
                                การให้พกราชการ คือ การสั่งให้ข้าราชการพนจากต าแหน่งระหว่างการสอบสวนพจารณาทางวินัย
                  เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพจารณา หรือระหว่างถูกฟองคดีอาญาหรือต้องหาว่ากระท าความผิดอาญา และงดเบิกจ่าย
                                       ิ
                                                           ู
                  เงินเดือนและเงินอื่น ๆ ที่จ่ายเป็นรายเดือน ตลอดจนเงินช่วยเหลือต่าง ๆ ไว้ก่อน ทั้งนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะไม่ให้ผู้นั้น
                                       ื่
                                                                                                       ิ
                  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ราชการ เพอปูองกันมิให้ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือเป็นอปสรรคต่อการสอบสวนหรือพจารณา
                                                                                ุ
                  หรือมิให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น หรือเพอมิให้เกิดความเสียหายแก่ราชการในประการอน และถ้าการสอบสวน
                                                                                          ื่
                                                      ื่
                  พจารณาฟงข้อเท็จจริงได้ว่า เป็นการกระท าผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็จะได้สั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจาก
                   ิ
                           ั
                  ราชการตั้งแต่วันพักราชการ เป็นต้นไป
                                อนึ่ง กฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ
                  ทางปกครอง พ.ศ. 2539  ก าหนดว่า การสั่งพกงานหรือสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อน เป็นค าสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 30
                                                    ั
                  วรรคสอง (6) กล่าวคือ  เป็นค าสั่งทางปกครองที่ไม่อยู่ในบังคับว่าเจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบ
                  ข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน
   96   97   98   99   100   101   102   103   104   105   106