Page 75 - ข้อกำหนดวินัย และการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
P. 75
66
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ให้ถ้อยค ารับสารภาพ คณะกรรมการสอบสวนต้องด าเนินการ
สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่แจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา
(ข้อ 20 และข้อ 23)
กรณีศึกษา
1. ค าพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.3/2555 พิพากษากรณีที่ผู้อ านวยการการประถมศึกษาจังหวัด
น าข้อกล่าวหาเรื่องที่ผู้ฟองคดีท าโทษนักเรียนด้วยการตีซึ่งผิดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการเข้ามาเป็นเหตุ
ู
ู
ลงโทษทางวินัยไม่ร้ายแรงแก่ผู้ฟูองคดี ซึ่งเป็นกรณีนอกเหนือข้อกล่าวหาที่ได้ตั้งกรรมการสืบสวนผู้ฟองคดีกรณี
ื่
ื่
ไม่ให้เกียรติเพอนครูด้วยกัน ใช้วาจาหยาบคายต่อหน้านักเรียนและเพอนครู ไม่เคารพสิทธิซึ่งกันและกันท าให้
ื่
ได้รับการอบอายต่อหน้านักเรียน โดยไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาเพอให้ผู้ฟองคดีได้มีโอกาสโต้แย้งและแสดง
ู
ั
พยานหลักฐานของตน ตามนัยมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ิ
ทั้งยังได้น าเรื่องที่ผู้ฟูองคดีเคยถูกลงโทษในกรณีอื่นมาเป็นเหตุลงโทษภาคทณฑ์ จึงเป็นการใช้ดุลพนิจโดยมิชอบ
ั
ิ
ค าสั่งลงโทษจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถึงแม้ว่าในชั้นการพจารณาของ อ.ก.ค.ฯ มีมติให้ลงโทษผู้ฟองคดีโดยตัดประเด็น
ู
การลงโทษเรื่องอื่นออกไปแล้ว ก็ไม่มีผลท าให้ค าสั่งดังกล่าว กลับกลายเป็นค าสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้
ิ
2. ค าพพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.197/2548 และที่ อ.21/2550 (สั่งลงโทษในข้อกล่าวหา
ที่มิได้มีการแจ้งข้อกล่าวหานั้นมาก่อน) พพากษาว่า การที่ผู้มีอานาจสั่งลงโทษ ออกค าสั่งลงโทษในข้อกล่าวหา
ิ
ที่มิได้มีการแจ้งข้อกล่าวหานั้นมาก่อน ย่อมเป็นค าสั่งลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
3. ค าพพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.153/2547 พพากษาว่า การสั่งลงโทษในข้อกล่าวหา
ิ
ิ
ที่คณะกรรมการสอบสวนมิได้แจ้งข้อกล่าวหาใน “พฤติการณ์และการกระท า” นั้น มาก่อน หรือการสั่งลงโทษ
โดยเปลี่ยนแปลงข้อกล่าวหาใน “พฤติการณ์และการกระท า” ใหม่ ไม่สามารถกระท าได้ เพราะเป็นการสั่งลงโทษ
ในข้อกล่าวหาที่ไม่เคยมีการสอบสวนมาก่อน หรือเป็นการไม่ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ทราบข้อเท็จจริงในข้อกล่าวหา
อนน าไปสู่การลงโทษได้เพยงพอ และไม่มีโอกาสได้โต้แย้งหรือแสดงพยานหลักฐานของตน แล้วแต่กรณี
ี
ั
ส่วนการสั่งลงโทษในข้อกล่าวหาที่ “พฤติการณ์และการกระท า” นั้น มีการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนแล้วแต่ผู้มีอานาจ
ุ
ิ
ิ
สั่งลงโทษหรือผู้พจารณาความผิดและก าหนดโทษ หรือผู้มีอานาจพจารณาอทธรณ์เห็นว่าคณะกรรมการสอบสวนแจ้ง
“ฐานความผิด” ไม่ถูกต้อง ผู้มีอ านาจดังกล่าวย่อมสามารถแก้ไข “ฐานความผิด” หรือ “ปรับบทกฎหมาย” ให้ถูกต้องได้
ุ
4. มติ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการอทธรณ์และการร้องทุกข์ ครั้งที่ 7/2556 วันพธที่
ุ
3 เมษายน 2556 การที่มิได้ด าเนินการแจ้ง สว.3 ของคณะกรรมการสอบสวนเพมเติมเสียก่อนที่จะมีค าสั่ง
ิ่
ลงโทษผู้อทธรณ์ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนและวิธีการอนเป็นสาระส าคัญที่ก าหนดไว้ในการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
ั
ุ
ซึ่งบุคคลจะต้องรับโทษหนักขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงใด บุคคลนั้นจะต้องได้รู้ข้อเท็จจริงนั้น จึงเป็นกรณีที่มิได้
ด าเนินการตามที่กฎหมายก าหนด ดังนั้น การด าเนินการพจารณาโทษและการสั่งลงโทษผู้อทธรณ์ ซึ่งอาศัย
ุ
ิ
ิ่
ผลจากการสอบสวนเพมเติมที่มิได้ด าเนินการตามที่กฎหมายก าหนด จึงเป็นการด าเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ิ
ตามไปด้วยการที่ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ ได้พจารณาจากพยานหลักฐานที่ได้มาจาก
ุ
การสอบสวนเพิ่มเติมที่มิได้ด าเนินการตามที่กฎหมายก าหนด แล้วมีมติให้ลงโทษไล่ผู้อทธรณ์ออกจากราชการ และ
ื้
การที่ผู้อานวยการส านักงานเขตพนที่การศึกษาประถมศึกษาได้มีค าสั่งลงโทษไล่ผู้อทธรณ์ออกจากราชการ
ุ
ตามนัยมติ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ฟังขึ้นในข้อกฎหมาย

